Browse Category by SEO ทั่วไป
SEO ทั่วไป

วิธีเลือกคีย์เวิร์ดจากเว็บคู่แข่งเพื่อการทำ SEO

วิธีเลือกคีย์เวิร์ดจากเว็บคู่แข่งเพื่อการทำ SEO

คนทำธุรกิจทุกวันนี้เข้าใจว่าการทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับสูงในการค้นหาของ Google มีความสำคัญต่อการขาย ยิ่งมีคนเข้าดูเว็บไซต์มากเท่าไรยิ่งเพิ่มโอกาสขายได้มากขึ้นเท่านั้น ถือได้ว่าคีย์เวิร์ดเป็นปัจจัยสำคัญในการทำ SEO ถ้าเลือกคำหรือวลีที่เหมาะสมจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นลูกค้าในภายหลัง

การเลือกคำหลักที่ดีที่สุดคือคำที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเรา สามารถระบุตัวตนและคุณสมบัติเฉพาะที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะใช้ดึงผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้เข้ามาอ่านข้อมูลและมีโอกาสขายสินค้าได้มากกว่าคู่แข่ง ถ้าเป็นมือใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำ SEO มาก่อน ยังไม่ทราบว่าควรใช้คีย์เวิร์ดแบบไหน แนะนำให้วิจัยคู่แข่งในตลาดเดียวกัน และตรวจสอบว่าคู่แข่งใช้คำหรือวลีใดบ้าง การวิจัยคำหลักของคู่แข่งต้องเลือกเฉพาะคู่แข่งที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ถือเป็นข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์คีย์เวิร์ดได้ แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีจริงต้องเช็คปริมาณการค้นหาด้วย ถ้าคำนั้นเป็นที่นิยมใช้พิมพ์ค้นหาใน Google บ่อย ๆ แสดงว่าเป็นความตั้งใจและความต้องการของผู้ใช้ สามารถนำคำนั้นมาใช้เป็นคีย์เวิร์ดในการทำ SEO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา

สรุปง่าย ๆ ว่ามองหาคีย์เวิร์ดสอดคล้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ของเราอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องพิจารณาคำที่คนพิมพ์ค้นหาบ่อย ๆ เป็นปัจจัยสำคัญด้วย พร้อมกับมองหาคำอื่นมาใช้ร่วมกัน เนื่องจากแต่ละหน้าเว็บไซต์ไม่ควรใช้คำซ้ำกัน มองหาคีย์เวิร์ดที่หลากหลายและกระจายใช้ในหน้าเว็บต่าง ๆ นอกจากคำหลักที่ค้นหาเป้าหมายค่อนข้างครอบคลุมแล้ว การใช้คำหลาย ๆ ที่ต่อกันเป็นวลีทำให้จับความสนใจกลุ่มเป้าหมายแคบลง เลือกคำที่จะช่วยให้เว็บไซต์ถูกค้นพบทำให้มีโอกาสปิดการขายง่ายขึ้น การระบุคำหลักที่ดีที่สุดอาจไม่มีผลสำคัญต่อการทำ SEO อย่างที่คุณคิด ถ้ามีคำดี ๆ แล้วแทรกในบทความไม่ถูกที่ถูกทาง นอกจากจะทำให้บทความอ่านไม่รู้เรื่องและไม่เพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาแล้ว อาจเสี่ยงถูกแบนและได้รับบทลงโทษจาก Google ด้วย

มือใหม่อย่าเพิ่งท้อใจไปก่อน นอกจากการวิเคราะห์คำหลักจากเว็บไซต์ของคู่แข่งแล้ว ปัจจุบันมีเครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ดเพื่อใช้ค้นหาคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม สามารถวิเคราะห์คำหลักได้เร็วและง่ายขึ้น เมื่อได้คีย์เวิร์ดมาแล้ว ลองวิเคราะห์หาคำที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และธุรกิจของตนเอง ทั้งคำหลักทั่วไปและคำแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อนำมาใส่ในบทความในเว็บไซต์ให้กลมกลืนไปกับเนื้อหามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปัจจัยที่ส่งเสริมอันดับใน Google ไม่ได้มีเฉพาะคีย์เวิร์ดอย่างเดียว เนื้อหาของบทความต้องบอกข้อมูลสำคัญของสินค้าหรือบริการ อ่านแล้วมีประโยชน์ และดึงดูดความสนใจด้วยช่วยตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่จะกลายมาลูกค้า สร้างความพึงพอใจและบอกต่อกันไปให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ

SEO ทั่วไป

ขั้นตอนการทำ SEO ในรูปภาพประกอบบทความ

ขั้นตอนการทำ SEO ในรูปภาพประกอบบทความ

บทความที่มีแต่ตัวหนังสือยาวเหยียดเต็มหน้ากระดาษ หรือบทความพร้อมภาพประกอบที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา แบบไหนน่าอ่านกว่ากัน การใส่ภาพประกอบในบทความเป็นเทคนิคการทำ SEO อย่างง่าย ๆ จูงใจให้คนคลิกเข้าอ่านบทความมากขึ้น นอกจากนี้การใส่คีย์เวิร์ดในชื่อรูปเป็นอีกวิธีทำ SEO ที่ไม่ควรมองข้ามและส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ใน Google

การทำ SEO สำหรับรูปภาพนั้นไม่ต่างจากการทำ SEO ในบทความ โดยใช้เป็นส่วนเสริมให้บทความดูน่าสนใจและเข้าใจเนื้อหาที่ต้องการสื่อถึงผู้อ่านอย่างรวดเร็ว รูปภาพยังเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่ม Traffic ให้ผู้อ่านหรือกลุ่มเป้าหมายคลิกเข้าอ่านบทความในเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการทำ SEO ในรูปภาพประกอบบทความ มีดังนี้

1.ปรับขนาดรูปให้ลงตัว
ก่อนอื่นจำเป็นต้องตั้งค่ารูปภาพให้มีขนาดเหมาะสมดูสวยงาม ตรวจเช็กเส้นกรอบรูปให้ดี เพราะถ้ารูปภาพไม่อยู่ตรงกลางแต่ล้นไปทางขวามือทำให้เห็นไม่เต็มรูป ภาพขนาดเล็กเกินมองเห็นไม่ชัด หรือภาพขนาดใหญ่ล้นหน้าจอหรือมีขนาดใหญ่เกินไปจนต้องใช้เวลาอัปโหลดบนจอมือถือนาน ทำให้คนไม่อยากเสียเวลาและไม่กลับมาเข้าเว็บไซต์อีก ขนาดไฟล์รูปภาพที่เหมาะสมคือไม่เกิน 500 KB เมื่อไฟล์ภาพมีขนาดเล็กจะแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์เร็วขึ้น แต่ไม่ควรเล็กเกินไปจนมองเห็นไม่ชัด ในกรณีรูปภาพใหญ่เกินไปและดาวน์โหลดช้า ทำให้เห็นว่าเว็บไซต์ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลเสียต่อการประเมินจัดอันดับของ Google ยิ่งการเข้าใช้งานลื่นไหลและรวดเร็วขึ้นเท่าไร ยิ่งติดอันดับท็อปได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

2.ใส่คีย์เวิร์ดและ Alt Text ในชื่อรูปภาพ
วิธีการทำ SEO สำหรับรูปภาพคือการใส่คีย์เวิร์ดในชื่อรูปภาพเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งส่งผลดีต่อการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดสำคัญของบทความ การตั้งชื่อรูปภาพไม่ว่าจะใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย หรือตัวเลขก็ได้ ควรเลือกใช้คำสั้นกระชับ ตรงไปตรงมา และได้ใจความชัดเจน นอกจากนี้ควรใส่คีย์เวิร์ดใน Alt Text (Alternative Text) ด้วย โดย Alt Text เป็นเครื่องมือในการอธิบายรูปภาพ โดยข้อความอธิบาย Title ของรูปภาพจะปรากฏขึ้นเมื่อเลื่อนเมาส์ไปเหนือรูปนั้น ส่วน ALT จะมองเห็นเมื่อโหลดรูปยังไม่ขึ้น ก็จะเห็นคำอธิบายว่าเป็นภาพเกี่ยวกับอะไร การใส่คีย์เวิร์ดทั้งสองตำแหน่งเพื่อสร้างความสอดคล้องกับเนื้อหาของบทความจะส่งผลดีต่อการทำ SEO และช่วยให้การค้นหาบทความนั้นง่ายขึ้น รวมถึงช่วยอธิบายให้เข้าใจได้ทันทีว่าเนื้อหาบทความเกี่ยวข้องกับอะไร

3.ใช้รูปภาพของตัวเอง
การแทรกรูปภาพในบทความจะเลือกใช้รูปภาพจากเว็บฟรีต่าง ๆ ก็ได้ แต่การใช้รูปภาพที่ถ่ายเองหรือสร้างขึ้นเองจากโปรแกรมแต่งรูปต่าง ๆ จะส่งผลดีต่อการทำ SEO มากกว่ารูปภาพที่คนอื่น ๆ นำไปใช้ซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง แม้แต่การใช้รูปภาพประกอบที่สร้างเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองขึ้นมา ทำเห็นได้ว่าการทำ SEO สำหรับรูปภาพมีความสำคัญไม่น้อย ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ชมเว็บไซต์และสนับสนุนให้บทความติดอันดับในหน้าแรก ๆ ของ Google ได้ง่ายขึ้น

สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึงคือ หากทำรูปภาพตามหลักการที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว จะทำให้มีโอกาสติดอันดับส่วนที่เป็นผลการค้นหารูปภาพด้วย เป็นการช่วยเพิ่มปริมาณผู้ชมให้อีกทางหนึ่ง

SEO ทั่วไป

รู้จัก 5 เทรนด์การทำ SEO มาแรงประจำปี 2021

รู้จัก 5 เทรนด์การทำ SEO มาแรงประจำปี 2021

สำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวกับการทำคอนเทนต์หรือเขียนบทความออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตย่อมรู้ถึงความสำคัญของการทำ SEO (Search Engine Optimization) กันอย่างแน่นอน เพราะถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมในเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว

สำหรับวันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 5 เทรนด์การทำ SEO มาแรงประจำปี 2021 ที่ใครก็สามารถทำได้

1.ให้ความสำคัญกับเวลาการเข้าชมมากกว่าปริมาณการเข้าถึง
ถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่ Search Engine เจ้าตลาดอย่าง Google ให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ ของปี 2021 เลยก็ว่าได้ โดยปริมาณการเข้าถึง หรือที่เรียกว่า Traffic จะถูกลดบทบาทและความสำคัญลง และให้ความสำคัญกับระยะเวลาการใช้งานของกลุ่มเป้าหมาย (User) มากขึ้น แปลว่า ในสายตาของ Google แล้ว จำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ ไม่สู้ระยะเวลาที่ผู้เข้าชมอยู่ในเว็บไซต์นั้น ๆ ฉะนั้น ใครที่คิดจะทำ SEO ในปีนี้ควรรักษาฐาน User ของตัวเองไว้ให้มากที่สุดโดยเน้นการทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์กับ User เก่า ควบคู่ไปกับการทำคอนเทนต์ที่น่าสนใจเพื่อดึงดูด User

2.ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นหลัก
การทำคอนเทนต์ SEO ในปี 2021 ควรให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน (User) เป็นหลัก โดยเฉพาะการปรับปรุงเว็บไซต์ให้สามารถตอบสนองต่อผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เน้นการทำคอนเทนต์ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมากกว่าทำคอนเทนต์เพื่อเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ เช่น Email, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์ หรือบังคับให้ลงทะเบียนก่อนเข้าเว็บไซต์ เป็นต้น ซึ่ง Search Engine อย่าง Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่เป็นมิตรและเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก

3.ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาครบถ้วน
การทำคอนเทนต์ SEO ในปี 2021 Google ให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ที่มีเนื้อหามากกว่า 1,000 คำขึ้นไป เนื่องจากเป็นจำนวนคำที่สามารถใส่รายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ไม่สั้นและไม่ยาวจนเกินไป และที่สำคัญคือการจัดหน้าแสดงเนื้อหาต้องมีลักษณะเป็นระเบียบ อ่านง่าย ไม่รกสายตา รวมถึงใช้ “คีย์เวิร์ด” ให้กระจายทั่วคอนเทนต์ในจำนวนที่เหมาะสม ไม่ “ยัด” คีย์เวิร์ดจนผิดธรรมชาติของการใช้ภาษา

4.ให้ความสำคัญกับ “Mobile First”
สำหรับเทรนด์การทำเว็บไซต์ให้ได้อันดับดี ๆ บนหน้าการค้นหาของ Google ประจำปี 2021 ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การออกแบบเว็บไซต์ให้สามารถใช้งานได้ทั้งในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน โดย Google ได้ออกมาประกาศเองว่า การจัดอันดับเว็บไซต์ของปี 2021 จะให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่รองรับการแสดงผลบนหน้าจอมือถือก่อนเป็นอันดับแรก หรือ “Mobile-first Indexing” ฉะนั้น เว็บไซต์ของใครที่ยังไม่ได้ปรับปรุงให้รองรับการใช้งานบนมือถือแล้วละก็ อีกไม่นานเว็บไซต์ของคุณก็จะค่อย ๆ หายไปจากหน้าผลการค้นหา!

5.ให้ความสำคัญกับ LSI Keyword
LSI Keyword หรือ คีย์เวิร์ดแวดล้อม ซึ่งอาจจะเรียกอีกอย่างได้ว่า “คีย์เวิร์ดรอง” เป็นเหมือนการบอก Google ว่า คอนเทนต์ของเราเกี่ยวกับอะไรบ้าง เหมาะเจาะกับการค้นหาของผู้ใช้งานอย่างไร ฉะนั้น ใครที่อยากได้อันดับดี ๆ ในหน้าการค้นหาก็อย่าลืมแทรก LSI Keyword ในบทความหรือหน้าเว็บไซต์ของตัวเอง ตัวอย่างเช่น หากเราใช้ Main Keyword ว่า “รองเท้า” LSI Keyword ก็จะเป็นคำขยายให้เฉพาะเจาะจงขึ้น เช่น รองเท้าวิ่งออกกำลังกาย, รองเท้าแฟชั่น เป็นต้น

การทำ SEO ในแต่ละปีมักจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์หรือความต้องการของระบบ Search Engine อยู่เสมอ ฉะนั้น การจะทำ SEO ให้ได้ผล จึงต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยข้างต้นที่กล่าวมา และคอยติดตามข่าวสารวงการ SEO อยู่เสมอ

SEO ทั่วไป

ยุคโควิด-19 นี้นักธุรกิจมือใหม่ควรเริ่มทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ด้วยตนเอง

ยุคโควิด-19 นี้นักธุรกิจมือใหม่ควรเริ่มทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ด้วยตนเอง

การทําเว็บไซต์ขายของออนไลน์เป็นช่องทางการตลาดที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคไวรัสโควิด-19 ระบาด มีนักธุรกิจมือใหม่ที่เปิดเว็บไซต์ขายของด้วยตัวเองมากขึ้น ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตลาดแนะนำให้นักธุรกิจเหล่านี้ทำ SEO ด้วยตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ เรามาดูกันว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไรบ้าง

1.SEO เรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากที่บ้าน
ในยุคไวรัสโควิดระบาด ควรงดการเดินทาง และการทำ SEO ยังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเว็บไซต์ที่เรียนรู้ได้เอง ไม่จำเป็นต้องจบสายคอมพิวเตอร์หรือไอทีมาโดยตรง ผู้ที่เขียนโค้ดโปรแกรมไม่เป็นก็ยังสามารถทำ SEO ได้ด้วยตัวเอง เพียงศึกษาจากหนังสือตำราที่มีขายอยู่ทั่วไป หรือเข้าคอร์สเรียนออนไลน์ซึ่งราคาไม่แพงอย่างที่คิด ก็ทำให้นำความรู้ที่ได้มาทำในภาคปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยจากโควิดด้วย

2.ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย
การทำ SEO ช่วยให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับอยู่ด้านบนของหน้าจอ SERPs ของ Google โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแบบ SEM หรือ Google Ads จึงเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการประมูลพื้นที่โฆษณาไปได้โดยปริยาย เหมาะแก่การเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการควบคุมต้นทุน และเหมาะกับผู้ที่ยังไม่แน่ใจในทิศทางของเว็บไซต์ จึงควรเริ่มต้นจากวิธีที่ไม่ต้องเสียเงิน

3.ทำให้รู้จุดบกพร่องของเว็บไซต์ได้ง่าย
การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่เรียกว่า Yoast SEO ซึ่งมีฟังก์ชันมากมายในการตรวจหาข้อบกพร่องของเว็บไซต์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จึงทำให้ผู้เริ่มทำเว็บไซต์ตระหนักได้มากขึ้นว่ามีจุดใดบ้างที่ควรแก้ไข เช่น การเลือกหา keyword ที่มีคุณภาพ การเขียนคำบรรยายที่เหมาะสมของรูปภาพ การตั้งชื่อหัวเรื่องที่มีความยาวกำลังดี เป็นต้น จะทำให้เกิดการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและปรับใช้กับบทความต่อ ๆ ไปได้ทันที

4.มั่นใจได้ว่าทำตามกฎของ Google
ปัจจุบันการจ้างทำ SEO ที่ได้อันดับดีและรวดเร็วอย่างผิดสังเกต มักเกิดจากการละเมิดกติกาของ Google เช่น มีการทำ backlink หรือ spin keyword ในระยะแรก อาจหลุดรอดจากการตรวจของระบบอัลกอริทึมที่มาเก็บข้อมูลเป็นระยะ จึงมีการแสดงผลด้านบนอย่างรวดเร็ว แต่ในที่สุดก็จะเกิดผลร้ายตามมา คือ ถูกแบนหรือถูกลดอันดับลงไปอยู่ด้านล่างและหน้าท้าย ๆ ในเวลาไม่นาน หากคุณทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ด้วยตนเองตามที่ผู้เชี่ยวชาญสอน ก็มั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาตามมาแน่นอน

จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าการทำ SEO ด้วยตัวคุณเอง ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายหลายด้าน ทำให้มีความรู้และความมั่นใจในการพัฒนาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องได้ในระยะยาว และยังสามารถแก้ไขจุดบกพร่อง เสริมจุดแข็งของเว็บไซต์ตัวเองได้อย่างตรงจุดและรวดเร็วอีกด้วย นักธุรกิจมือใหม่จึงควรเริ่มศึกษาแนวทางการทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาและโอกาสในการแข่งขันกับเจ้าตลาดรายเดิม

SEO ทั่วไป

SEO คืออะไร 5 เหตุผลที่ธุรกิจต้องมีและต้องใช้เพื่อความสำเร็จ

SEO คืออะไร 5 เหตุผลที่ธุรกิจต้องมีและต้องใช้เพื่อความสำเร็จ

ในยุคที่โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนทุกช่วงวัย การบริโภคหรือการซื้อขายสินค้าและบริการจำเป็นต้องพึ่งพาสื่อสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก เครื่องมือหนึ่งที่ธุรกิจนิยมใช้เพื่อทำให้ผู้บริโภคได้รู้จักองค์กรหรือสิ่งที่ทำคือ การทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับ Top10 ของการค้นหาใน Google เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดงบประมาณในการดำเนินการมากที่สุด

วันนี้เราจะมาแจกแจง 5 เหตุผลว่าเพราะอะไรธุรกิจจึงต้องมีและต้องใช้ SEO เพื่อความสำเร็จขององค์กร

1.SEO (Search Engine Optimization) คือเครื่องมือที่ช่วยทำให้ผู้คนได้สัมผัสและรู้จักตัวตนของธุรกิจ ด้วยการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์อันมีเนื้อหา ข้อมูลหรือบทความที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคด้วยหัวใจสำคัญคือคีย์เวิร์ดที่มีผู้ใช้เป็นคำค้นหาใน Google เช่นผู้ใช้ต้องการค้นหา บ้านผลบอล โดยหากคีย์เวิร์ดที่ใช้ในหน้าเว็บไซต์ตรงกับคำค้นหาที่มีผู้ใช้ค้นหา และเป็นหน้าเว็บเพจที่มีคุณภาพสูง เว็บไซต์ของธุรกิจจะถูกผลักดันให้ขึ้นไปอยู่ในผลลัพธ์หน้าแรกของการค้นหา และนั่นคือโอกาสที่ธุรกิจจะเป็นที่รู้จักได้เร็วและง่ายขึ้น

2.Google คือ Search Engine ที่ผู้ใช้เชื่อถือ จากสถิติของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตพบว่า (1) ผู้คนพึ่งพาการใช้ Google ในการค้นหาข้อมูลหรือความสนใจในด้านต่าง ๆ ถึงกว่า 40,000 ครั้งต่อวินาที (2) 90% ของผู้บริโภคจะยังไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการหากไม่ได้ค้นหาข้อมูลจาก Google ก่อน และ (3) การใช้ SEO ทำการตลาดให้ผลลัพธ์ได้มากถึง 14.6% ขณะที่การตลาดแบบเก่าให้ผลลัพธ์เพียง 1.7% จากสถิติที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยืนยันได้ว่า Google คือเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการตลาดและการขายของธุรกิจ

3.ความสำเร็จของธุรกิจเกิดจากการทำ SEO ควบคู่ไปกับ SEM ความหมายคือ SEO เป็นการปรับแต่งเว็บไซต์ให้เข้ากับการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคซึ่งมีส่วนช่วยผลักดันให้หน้าเว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหา ขณะที่ SEM คือการซื้อโฆษณาบน Google เพื่อให้เว็บไซต์เราอยู่ในหน้าแรกของการค้นหา ซึ่งแน่นอนว่าการทำ SEM จะส่งผลให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นพบก่อนเป็นอันดับแรกและมีโอกาสทางธุรกิจได้มากกว่าการทำเพียง SEO

4.ประโยชน์ของการทำ SEO ของธุรกิจมีหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นทำให้ผู้คนรู้จักธุรกิจ แบรนด์หรือภาพลักษณ์ของเรามากขึ้น เป็นการช่วยเพิ่ม Traffic ให้เว็บไซต์ ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายของสินค้าและบริการได้โดยตรงจากคีย์เวิร์ดที่ใช้ อีกทั้งช่วยประหยัดงบทางการตลาดและโฆษณาของธุรกิจได้

5.SEO ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงประเด็น ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำให้เว็บไซต์ธุรกิจถูกพบเห็นโดยกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายโดยตรง และในปริมาณมากในแต่ละวัน ซึ่งเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ

สรุปก็คือ SEO เปรียบเหมือนกลไกชิ้นหนึ่งของธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจสามารถประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้ ทุกธุรกิจที่หวังลูกค้าจากออนไลน์จึงไม่ควรเพิกเฉยต่อการทำ SEO บนหน้าเว็บไซต์เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เร็วยิ่งขึ้น

SEO ทั่วไป

SEO WebP ไฟล์ฟอร์แมทใหม่ ช่วยให้โหลดเว็บไซต์ได้เร็วจริงหรือ

SEO WebP ไฟล์ฟอร์แมทใหม่ ช่วยให้โหลดเว็บไซต์ได้เร็วจริงหรือ

การทำการตลาดออนไลน์ด้วย SEO ซึ่งย่อมาจากคำว่า Search Engine Optimization เป็นการปรับแต่งเว็บไซต์ และปรับปรุงเนื้อหา เพื่อทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพและติดอันดับต้น ๆ ผ่าน Search Engine ด้วยเครื่องมือค้นหาต่าง ๆ เช่น Google และ Yahoo เป็นต้น ยกเว้น Safari ที่ยังไม่รองรับ ซึ่งนอกจากการปรับปรุงเนื้อหาแล้ว รูปภาพหรือไฟล์ฟอร์แมท ต่าง ๆ อย่างเช่น JPEG, PNG ,GIF ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การค้นหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน Google ได้พัฒนาไฟล์ฟอร์แมท WebP ขึ้น เพื่อช่วยให้การโหลดเว็บไซต์ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ตามไปดูข้อมูลน่ารู้ที่นำมาฝากกันดีกว่าค่ะ

เพื่อให้เว็บไซต์ติดอยู่ในอันดับต้น ๆ บนหน้าแสดงผลการค้นหา เราสามารถทำได้โดยการปรับแต่งเว็บไซต์โดยการปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหา เพิ่มลิงก์ที่มีคุณภาพ (Backlink) ไปที่เว็บไซต์ ซึ่งจะช่วยให้เว็บไซต์มีผู้เข้าชมได้เพิ่มมากขึ้น และการใช้ไฟล์ฟอร์แมทสำหรับรูปภาพบนหน้าเว็บ ซึ่งที่ผ่านมาเราอาจคุ้นเคยกับไฟล์ JPG, PNG และ GIF แต่ทว่าโลกของการค้นหาและเข้าถึงเว็บไซต์ได้เปลี่ยนไปด้วย WebP ซึ่ง Google พัฒนาไฟล์ฟอร์แมทนี้เพื่อรองรับการค้นหาด้วยภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่ปรากฏบนหน้าเว็บ ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจคือ ทั้งนี้เพราะการลดขนาดไฟล์ภาพลงส่งผลดีต่อการเข้าถึงเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็วมาก และมีผลต่อคะแนน SEO ของเว็บไซต์นั้น ๆ อีกด้วย

ด้วยคุณสมบัติพิเศษของWebP ที่เป็นไฟล์มีขนาดเล็กกว่าฟอร์แมทเดิม ๆ อย่าง JPG, PNG และ GIF จึงช่วยให้การดาวโหลดเว็บไซต์ทำได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น ซึ่งตอบโจทย์คนทำ SEO ในด้านการลื่นไหลในการดาวน์โหลดและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วหรือที่เรียกว่า (Website Speed) นั่นเอง

ข้อดีของ ไฟล์แบบ WebP มีดังนี้

  1. WebP ฟอร์แมท เป็นไฟล์ขนาดเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง (หรือกว่า 50 เปอร์เซ็นต์) เมื่อเทียบกับ ฟอร์แมทชนิดอื่น ๆ
  2. WebP ให้สีสันที่คงทนและเสมือนจริงมากกว่า เช่น เมื่อเทียบกับ GIF แล้วจะเห็นได้ว่า WebP มีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่ามาก แต่สามารถทำภาพ Animation ที่มีจำนวนสีสันได้มากถึง 24 bit ในขณะที่ GIF มีจำนวนสีเพียง 8 bit
  3. หากต้องการทำพื้นหลังให้โปร่งใสหรือ Transparent เหมือน PNG ก็ทำได้ และสามารถบีบอัดแบบ Lossy Compression (การบีบอัดแบบสูญเสียรายละเอียดภาพบางส่วนแต่ความสว่างในแต่ละจุดของภาพยังคงเดิม) ได้เหมือนกับไฟล์ JPG

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีซอฟท์แวร์หลักที่พัฒนาเพื่อรองรับไฟล์ฟอร์แมท WebP แต่ผู้ใช้ก็สามารถทดลองใช้ได้ฟรีด้วยการดาวน์โหลดและ Convert ไฟล์จาก WebP Convertor ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าบริษัทซอฟท์แวร์หลายแห่งกำลังพัฒนาเวอร์ชั่นใหม่ ๆ เพื่อรองรับการให้บริการดังกล่าวมากขึ้น ดังนั้น ขั้นตอนการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อทดสอบความเร็วในการดาวโหลดเว็บไซต์ จึงสามารถทำได้โดยการเพิ่มไฟล์ภาพที่เป็น JPG แนบไว้ด้วยทุกครั้ง เพื่อแทนค่าสำหรับอุปกรณ์ที่ไม่สามารถแสดงภาพจาก WebP ได้

SEO ทั่วไป

SEO กับ SEM เกี่ยวข้องกันอย่างไร

SEO กับ SEM เกี่ยวข้องกันอย่างไร

SEO และ SEM เป็นเทคนิคทางการตลาดในโลกออนไลน์ที่นักธุรกิจยุคใหม่ต้องรู้จัก เพราะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการขายสินค้าและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้ดีขึ้น ทั้งสองวิธีการต่างมีความเกี่ยวข้องกัน โดยสามารถช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคที่ไม่มีค่าใช้จ่ายหากทำด้วยตัวเอง หรือหากจ้างบริษัททำ SEO ก็มีค่าใช้จ่ายตามสัญญารายปี การทำ SEO เป็นไปตามกติกาของ Google ที่ใช้ในการบ่งบอกว่าเว็บไซต์ใดมีคุณภาพมากน้อยกว่ากันเพื่อให้ผู้อ่านหรือลูกค้าเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงได้แตกต่างกัน โดยเว็บไซต์ที่มีคะแนน SEO ที่ดีกว่า จะมีโอกาสอยู่ลำดับต้น ๆ ของผลการค้นหา

การทำ SEO ใช้องค์ประกอบหลายอย่าง เช่น การเลือก keyword ที่เหมาะสมสำหรับทำเนื้อหาและรูปภาพ การปรับส่วนโครงสร้างต่าง ๆ ในเว็บไซต์ให้สวยงามและใช้งานง่าย การทำ Backlink เชื่อมโยงระหว่างหน้าเพจหลายแห่งมาที่เว็บไซต์เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะหากเป็นเว็บไซต์ที่เป็นทางการหรือน่าเชื่อถือสูง ถ้าทำได้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ Google มากเท่าใด ก็จะได้อันดับ SEO ที่สูงขึ้นมากเท่านั้น อันเป็นผลจากระบบทำดัชนีโดย Googlebot มาเก็บข้อมูลและประเมินศักยภาพของแต่ละเว็บไซต์เป็นระยะ

SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นการตลาดแบบที่ต้องเสียเงินโฆษณาเป็นรายครั้ง เนื่องจากเป็นการเช่าประมูลพื้นที่ในจุดที่การันตีได้ว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่พิมพ์หาด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ จะเห็นการโฆษณาอย่างแน่นอน ซึ่งทาง Google จะเรียกค่าใช้จ่ายแบบ PPC หรือ pay per click เป็นการเรียกเก็บตามจำนวนครั้งที่มีผู้คลิกป้ายโฆษณา

ทั้งนี้ ผู้ที่เป็นเจ้าของโฆษณาสามารถระบุเพดานในการจ่ายที่เรียกว่า Maximum cost per click เพื่อไม่ให้เกินงบประมาณที่ตั้งไว้ได้ด้วย อย่างไรก็ตาม หากเป็นคำที่มีคู่แข่งต้องการใช้เช่นกันก็จะยิ่งมีค่าประมูลที่สูงขึ้นตามไปด้วย จึงต้องวางแผนในการเลือกคีย์เวิร์ดที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพในการแข่งขันมากที่สุดด้วย

การทำ SEO และ SEM สามารถทำควบคู่กันได้ ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางรายกล่าวว่า SEO ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ SEM เพราะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเห็นแบรนด์ของคุณมากยิ่งขึ้น โดยเจ้าของเว็บไซต์สามารถวางแผนเพื่อส่งเสริมการขายได้ในงบประมาณที่จำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ทำ SEM ในช่วงที่ต้องการส่งเสริมการขายตามเทศกาล อย่างวันวาเลนไทน์ วันปีใหม่ วันสงกรานต์ ฯลฯ ซึ่งผู้คนนิยมซื้อของขวัญให้แก่กัน หรือช่วงปลายเดือนที่เงินเดือนออก ผู้คนจะนิยมซื้อของใช้ต่าง ๆ มากกว่าปกติ ส่วนการทำ SEO แนะนำว่าให้ทำเป็นประจำทุกวันตลอดทั้งปี จะทำให้แบรนด์ติดตลาดได้ยาวนานขึ้น แต่ไม่แนะนำให้ทำคู่กันตลอดทั้งปี เพราะว่าสิ้นเปลืองงบประมาณเกินไป

การทำธุรกิจออนไลน์ที่ดีนั้น นอกจากต้องหมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพแล้ว ยังต้องใส่ใจเรื่องเทคนิคการตลาดที่เหมาะสมด้วย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค SEO หรือ SEM ก็สามารถส่งเสริมการขายและสร้างแบรนด์ของคุณให้เติบโตได้

SEO ทั่วไป

อยากทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ต้องรู้ประโยชน์ก่อน

อยากทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ต้องรู้ประโยชน์ก่อน

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ได้รับความสนใจมากในยุคนี้ และมีการแนะนำบอกต่อแก่นักธุรกิจออนไลน์มือใหม่ว่า ควรทำเว็บไซต์ตามระบบ SEO เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด แต่หลายคนก็ยังสงสัยอยู่ว่าเหตุใดต้องเป็นเช่นนั้น ถ้าคุณไม่อยากเสียเงินไปกับการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยการประมูลพื้นที่ การจ่ายค่าแบนเนอร์หรือการจ้างยูทูปเบอร์ทำการโฆษณาผ่านช่องยูทูป คุณสามารถประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ตัวเองได้ฟรีผ่านการทำเนื้อหาและปรับโครงสร้างให้มีคุณภาพตามระบบ SEO หรือ search engine optimization เพื่อให้ระบบของ Google มาเก็บข้อมูล แล้วนำไปสู่การจัดเรียงอันดับบนหน้าต่างการสืบค้น เมื่อทำ SEO ได้ต่อเนื่อง 3-6 เดือนขึ้นไป อันดับในการนำเสนอบนหน้าจอสืบค้นจะดีขึ้น จนคุณไม่จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ตัวเองผ่านระบบที่ต้องใช้เงิน หรือที่เรียกว่า SEM search engine Marketing เลยแม้แต่บาทเดียว

ความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์สินค้า

ถ้าคุณต้องการให้ลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า ด้วยการทำ SEO ให้เว็บไซต์ได้ติดอันดับ 1-3 ของหน้าต่างการสืบค้น ด้วยคีย์เวิร์ดที่ตรงกับสินค้าคุณ เช่น เมื่อลูกค้าต้องการซื้อสินค้า เช่น วิตามินอาหารเสริม มองหาโรงแรมที่เชียงใหม่ ฯลฯ จะมีการพิมพ์หาใน Google search เพื่อสำรวจว่ามีเว็บไซต์ใดอยู่อันดับบน ๆ บ้าง รายชื่อเว็บไซต์ใดก็ตามที่อยู่ด้านบน จะก่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อมั่นและอยากใช้บริการมากกว่า คุณจึงจำเป็นต้องทำ SEO ให้อยู่อันดับสูงสุด top1-5 ให้ได้นั่นเอง

การทำ SEO ที่ดี ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการใส่เนื้อหาที่ทันสมัยเป็นประจำ แต่ยังรวมถึงการดูแลส่วนโครงสร้างในเว็บไซต์ การจัดเรียงหมวดหมู่สินค้าให้ค้นหาง่าย สมมุติทำเว็บ บ้านผลบอล การออกแบบเมนูทีดี่ไปยังหน้าทีมฟุตบอลต่างๆ รายการแข่ง จะช่วยให้ถูกใจผู้ใช้มากขึ้น การแก้ไขลิงก์ที่เชื่อมโยงผิดพลาด การใช้รูปภาพที่ปลอดปัญหาด้านลิขสิทธิ์ ฯลฯ เมื่อศึกษากฎการทำ SEO แล้วเป็นอย่างดี จะทำให้เว็บไซต์คุณผ่านทุกเกณฑ์ที่ algorithm ของ Google มาตรวจสอบ การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ จึงเปรียบเทียบได้กับการจัดบ้านใหม่ให้มีระเบียบถูกต้อง

นอกจากนี้ SEO ยังช่วยให้ขยายตลาดไปยังลูกค้าต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณทำเว็บไซต์เป็นระบบ 2 หรือ 3 ภาษา โดยอิงหลักการเดียวกันของ SEO ในเว็บไซต์ภาษาไทย เท่ากับคุณสามารถขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขวางได้พร้อม ๆ กัน ในแต่ละวัน คุณจะมีโอกาสได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศมากขึ้นอย่างไม่จำกัด แม้แต่ในเวลาที่คุณนอนหลับ คนจากทั่วโลกก็ยังสามารถเข้ามาศึกษาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์คุณได้ คงเห็นแล้วว่า การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ นั้นมีข้อดีรอบด้าน และมีประโยชน์ในระยะยาวมากกว่าที่คุณคิด

SEO ทั่วไป

เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ SEO 2020

เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ SEO 2020

การทำ SEO มีความสำคัญมากในยุค 2020 เนื่องจากใคร ๆ ต่างก็หันมาทำการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะช่วงหลังจากประสบปัญหาวิกฤตโควิด-19 ระบาด ผู้คนเก็บตัวมากขึ้นตามหลัก Social distance และหันมาหาข้อมูลสินค้าและบริการต่าง ๆ ทางอินเทอร์เน็ต คนที่ต้องการเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ยุคใหม่ปี 2020 จึงต้องรู้จักความหมายและวิธีทำ SEO เพื่อให้คุณมีโอกาสขายสินค้าได้มากกว่าคนอื่น

การทำ SEO หรือ Search Engine optimization เป็นไปตามระบบการคัดกรองคุณภาพเว็บไซต์โดยอัลกอริทึมของ Google ไม่ว่าจะขายสินค้ากลุ่มอาหาร เสื้อผ้าแฟชั่น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สินค้าแม่และเด็ก ฯลฯ ล้วนต้องมีคู่แข่งธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเดียวกัน จึงมีการใช้คำสำคัญหรือ keyword SEO ในการค้นหาสินค้าเหมือน ๆ กัน ดังนั้น หากต้องการมียอดขายสูง มีลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ต่อเนื่อง ก็ต้องทำ SEO เพื่อให้อันดับการนำเสนอเว็บไซต์อยู่ระดับ Top3 Top5 ซึ่งเท่ากับการเพิ่มโอกาสค้นหาเจอได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

มีการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า คนจะให้ความเชื่อมั่นสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทที่อยู่ในอันดับ 1-3 หลังจากค้นหาด้วย Google มากกว่าอันดับล่าง ๆ ซึ่งสัมพันธ์กับยอดขายของเว็บไซต์ที่อยู่ในลำดับท็อปเหล่านี้ ที่จะมากกว่าเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเดียวกันในลำดับรองลงไปหลายเท่าตัว

การทำ SEO ให้เว็บไซต์นั้น มีแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายไว้มากมาย เช่น เจ้าของเว็บไซต์เรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งก็มีข้อดีที่จะเป็นผู้เข้าใจสินค้าตัวเองดีที่สุด มีเป้าหมายและเห็นภาพรวมได้ชัดเจน โดยสามารถหาข้อมูลเบื้องต้นฟรีทางเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือลงเรียนคอร์สที่เปิดสอนแบบเสียค่าใช้จ่าย หรือจะเลือกจ้างบริษัทมืออาชีพทำ SEO ให้ก็ได้เช่นกัน

ตัวอย่างการทำ SEO ได้แก่

  1. การใส่เนื้อหาที่มีคุณภาพสูงในเว็บไซต์

โดยเน้นที่ keyword SEO จากการสืบค้นของผู้ใช้งาน Google ทั่วโลก ควรศึกษาหาค่าสถิติ keyword จาก Google keyword planner เพื่อให้รู้ว่าควรจะเลือกคำใด ที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดด้วย

  1. การเลือกธีมที่เหมาะให้เว็บไซต์

การเลือกธีมของเว็บไซต์ที่เข้ากับธุรกิจ เช่น ใช้ธีมสีน้ำเงินหรือสีสุภาพ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจแนวโรงแรม การลงทุน มากกว่าการใช้สีแดง หรือตัวอักษรแบบแฟชั่น ที่มีความเหมาะกับสินค้ากลุ่มแฟชั่น เป็นต้น

  1. สร้างความจดจำผ่านโลโก้ ภาพถ่าย

ควรออกแบบโลโก้และผลิตภาพถ่ายประกอบเว็บไซต์ของตัวเอง หรือจ้างนักกราฟิกที่มีความสามารถสูงทำงานประจำให้เว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณแตกต่างจากเว็บไซต์อื่น ๆ

การทำ SEO ต้องเน้นความสม่ำเสมอ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาจะทำให้คุณนั้นมีอันดับที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ และมีเนื้อหาที่สะสมอยู่ในเว็บไซต์มากขึ้น ในระยะยาวก็จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้ประโยชน์ที่หลากหลายด้าน ถ้าคุณต้องการทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จในปี 2020 ต้องศึกษารายละเอียดและลงมืออย่างจริงจัง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ตามต้องการ

SEO ทั่วไป

การเลือกบริษัททำเว็บไซต์ SEO ควรดูจากอะไร

การเลือกบริษัททำเว็บไซต์ SEO ควรดูจากอะไร

การจ้างทำเว็บไซต์ SEO ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะสามารถกระตุ้นยอดขายเพิ่มการมองเห็นเว็บไซต์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนอันดับไปอยู่ Top 3-5 ของหน้าจอสืบค้นทาง Google แต่การเลือกบริษัททำเว็บไซต์ SEO ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เพราะตอนนี้บริษัทเอกชนที่รับจ้างทําเว็บไซต์ SEO มีจำนวนมากมาย ทั้งมืออาชีพและบริษัทเปิดใหม่

เรามาดูกันว่าจะมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการเลือกบ้าง

  1. เลือกบริษัทที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ Google

แนะนำให้คุณลองหาบริษัทรับจ้างทำ SEO โดยพิมพ์ใน Google search ควรเลือกบริษัทอันดับบน ๆ เพราะแสดงว่าบริษัทนั้นมีความสามารถในการทำ SEO ของเว็บไซต์ตัวเองให้ประสบความสำเร็จได้ดีด้วย คุณจึงเชื่อมั่นได้สูงว่าบริษัทเหล่านี้จะมีคุณภาพงานที่ดีสมกับที่โฆษณามากกว่าบริษัทที่อยู่ในอันดับล่าง ๆ หรือบริษัทอื่น ๆ ที่มีคนแนะนำมา

  1. ดูจากลูกค้าเก่าของบริษัท

ลองสังเกตดูว่าบริษัทต่าง ๆ ที่รับทำ SEO มักจะมีการแสดงรายการให้ดูว่า เคยรับจ้างทำ SEO ให้กับลูกค้ารายใดบ้าง เพื่อแสดงถึงประสบการณ์การทำงาน หากเป็นลูกค้าที่มีชื่อเสียง เช่น เป็นองค์กรขนาดใหญ่ โรงพยาบาล โรงแรม บริษัท การท่องเที่ยว หรือร้านค้าออนไลน์ที่มีชื่อเสียง คุณจะสามารถมั่นใจได้มากขึ้นว่าบริษัทรับทำ SEO เหล่านี้มีประสิทธิภาพในการทำ SEO ได้จริง เพราะต้องเคยผ่านประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา บริหารจัดการด้าน SEO ยาวนานระดับหนึ่งแล้ว

  1. มีหลายราคาให้เลือกจ้างงาน

การทำ SEO ควรมีการให้เลือกราคาหลายแบบ เช่น การการันตีอันดับของการสืบค้น หากอยู่ใน Top10 Top5 Top3 มักมีการคิดอัตราค่าบริการรายเดือนที่ 5,000 บาท 10,000 บาท 30,000 บาท ตามลำดับ การมีราคาที่เหมาะสมให้เลือกเช่นนี้ จะทำให้คุณควบคุมงบประมาณได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว

  1. มีการแสดงขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน

ก่อนการจ้างทำ SEO ทางบริษัทควรแจ้งให้รู้ว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เช่น ลูกค้าต้องแจ้งคีย์เวิร์ดให้ทางบริษัท เพื่อทำบทวิเคราะห์การแข่งขันของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ และทำใบเสนอราคาให้ และมีข้อตกลงว่าหลังจากการทำ SEO ไปแล้ว จะมีการส่งรายงานผลการทำ SEO ให้ทุกเดือนจนครบระยะเวลาที่จ้างงาน เป็นต้น

  1. ผลรีวิวมีความน่าเชื่อถือ

การดูผลตอบรับจากลูกค้าเก่าหรือจากการกล่าวถึงในสื่อโซเชียลต่าง ๆ จะทำให้คุณเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของบริษัทรับทำ SEO ต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบและเลือกได้ดียิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า การจะจ้างบริษัททำ SEO ต้องพิจารณาองค์ประกอบอยู่หลายด้าน ต้องใส่ใจคุณภาพและไม่ควรพิจารณาเทียบแต่ราคาเท่านั้น เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านมีเกณฑ์ในการเลือกบริษัทเอกชนทำ SEO ให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างดียิ่งขึ้นต่อไป