แนวทาง SEO อื่นๆ

SERPs คืออะไร ทำไมอยากขายดีต้องอ่าน

SERPs เป็นหน้าจอการแสดงผลรวมของ Google ที่มีประโยชน์สำหรับทุกคน ทั้งฝ่ายที่กำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ผ่าน Google และฝ่ายที่ทำอาชีพค้าขายออนไลน์ ที่เปิดเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์และรับคำสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ ด้วย SERPs จึงนับเป็นช่องทางหลักของการค้าขายยุคปัจจุบัน ที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้รู้จักกันอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดการซื้อขายได้ง่ายกว่าสมัยก่อน

มาทำความรู้จัก SERPs

SERPs ย่อมาจาก search engine result pages เป็นหน้าจอที่เกิดจากการค้นหาข้อมูลในช่อง search ของ Google จากผู้ใช้งานทั่วโลก ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ซึ่งผลที่จะปรากฏออกมาจะเป็นเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการทำบทความนำเสนอเกี่ยวกับสินค้านั้นไว้

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ใช้งาน Google ต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่เหมาะกับฤดูใบไม้ผลิในเกาหลี และหากเป็นไปได้ก็ต้องการซื้อเสื้อผ้าจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้และมีแบบให้เลือกได้ด้วย ถ้าคุณเปิดร้านเสื้อผ้าแฟชั่นและมีหน้าร้านออนไลน์อยู่ ก็ต้องทำบทความแนว SEO ตามหลัก search engine optimization ของ Google ที่ใช้ keyword ว่า เสื้อผ้า เกาหลี ฤดูใบไม้ผลิ พร้อมกับมีสินค้าที่น่าสนใจให้ลูกค้าได้คลิกชม

การทำตามหลักการของระบบ SEO ที่กล่าวมา จะทำให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลและนำไปประมวลผล เปรียบเทียบคุณภาพกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้คำสำคัญเดียวกันนี้

เว็บไซต์ที่ได้อันดับ SEO ดีที่สุด ก็จะถูกนำเสนอขึ้นอยู่บนหน้าจอของ SERPs ในลำดับที่ 1-10 อยู่ระยะหนึ่ง ขึ้นกับคุณภาพ ความนิยม และความตรงประเด็นของแต่ละเว็บไซต์ ซึ่งก็เท่ากับว่า การทำ SEO อย่างมีคุณภาพ โดยใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม จะเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการให้แก่เจ้าของธุรกิจได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ สิ่งที่ปรากฏบนอยู่หน้าจอ SERPs ก็คือ ชื่อของเว็บไซต์ URL address ชื่อของบทความ ที่มีการใส่ keyword ตามที่ผู้ใช้งาน Google สืบค้น และรายละเอียดโดยย่อของเนื้อหา หรือส่วน meta description ที่คนทำ บทความ SEO จะต้องเรียนรู้อย่างละเอียด หากใช้ CMS เป็น WordPress ก็มีเครื่องมือช่วยเหลือที่สำคัญ อย่าง Yoast SEO ช่วยให้สามารถตั้งค่าได้ง่ายและรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีอีกเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏอยู่บนหน้าจอ SERPs หน้าแรกได้ จนเพิ่มยอดขายได้อย่างมากคือการซื้อพื้นที่โฆษณา หรือที่เรียกว่าเทคนิค SEM ย่อมาจาก search engine marketing เป็นเทคนิคที่จะทำให้คุณประหยัดเวลาได้ แต่ต้องเสียเงินให้ Google ในการประมูลพื้นที่โฆษณา โดยต้องชนะการประมูลด้วย keyword นั้น ๆ ให้ได้ โดยจ่ายเป็นรายครั้งของการคลิกให้แก่ Google ด้วย ซึ่งมีข้อดีที่สามารถกำหนดเพดานของวงเงินได้ตามที่สะดวก รวมถึงช่วงเวลาที่ต้องการโฆษณา

การเข้าใจองค์ประกอบของ SERPs และเรียนรู้วิธีการทำ SEO และ SEM คู่กัน จะทำให้คุณสามารถเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการได้มากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

SERPs คืออะไร ทำไมอยากขายดีต้องอ่าน

SEO Keywords หมวดพนัน

แนวการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ในปี 2020

การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญว่าเว็บไซต์ SEO

เว็บไซต์ SEO หรือ search engine optimization เป็นระบบการคัดกรองคุณภาพเว็บไซต์ที่ช่วยให้ลูกค้าผู้ใช้งาน Google ได้พบกับเนื้อหาบทความ ตลอดจนการได้เลือกซื้อสินค้าและบริการที่น่าพึงพอใจ

ซึ่งในปี 2020 ที่จะมาถึง มีการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญว่าเว็บไซต์ SEO ที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้ จึงจะตรงกับความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น

1. คีย์เวิร์ดเฉพาะและยาว

คีย์เวิร์ดที่ลูกค้านิยมใช้ในการสืบค้นในระยะต่อไป จะมีลักษณะเป็นคำเฉพาะและมีความยาวมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Niche-Tail keyword เช่น “ครีมผิวขาวกระจ่างใส นำเข้า เกาหลี” “รองเท้ากีฬาวิ่งมาราธอน สตรี สีชมพู Nike” “เดรสสวย แนวแฟชั่น ฤดูร้อน นำเข้า USA” แทนที่จะเป็น keyword สั้น ๆ เช่น ครีมผิวขาว รองเท้าวิ่ง เดรสนำเข้า ฯลฯ ซึ่งการทำเนื้อหาก็ต้องทันสมัยและสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ดจึงจะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากขึ้นด้วย

2. Podcast

Podcast เป็นการอัดคลิปเสียงที่มีคุณภาพสูง อาจเป็นคนจัดรายการแบบเดี่ยว หรือเลือกทำเป็นการตอบโต้ระหว่างคนทำรายการหลายคน เพื่อให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์ทั้งด้านเนื้อหาสาระและความบันเทิง เช่น วิเคราะห์คุณภาพสินค้ากลุ่มไอทีหรือรถยนต์ที่ออกใหม่ แบบไม่ให้เครียด แต่มีข้อมูลที่ชัดเจนและวิเคราะห์ได้ตรงไปตรงมา โดยสามารถฟังในขณะที่ทำงานอื่นได้ เช่น ขับรถ ทำครัว วิ่งออกกำลังกาย ฯลฯ หากเว็บไซต์ใดทำสื่อลักษณะ podcast ประกอบด้วยก็จะได้รับความสนใจมากขึ้น

3. ใช้งานง่ายในโทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนรุ่นใหม่ รวมถึงผู้สูงวัยมากขึ้น ซึ่งหลายประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลและการสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ ไม่ได้ทำจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอีกต่อไป คนที่ต้องการให้ แบรนด์ขยายไปสู่ลูกค้าที่กว้างขวางขึ้นจึงต้องมีการปรับคุณภาพเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ดีในโทรศัพท์มือถือมากขึ้น และควรมี chatbot ที่ช่วยให้การตอบโต้กับลูกค้ารวดเร็วขึ้นให้ผู้ใช้งานประทับใจด้วย

4. เนื้อหาที่โดดเด่น

เนื้อหาหรือที่เรียกว่า Content SEO เป็นเหมือนหัวใจของเว็บไซต์ หากไม่สามารถผลิตให้มีความแตกต่างในมุมมองการเสนอและวิเคราะห์ ทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง ก็จะไม่สามารถทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้ ซึ่งการทำ Content ไม่ได้หมายความเป็นตัวอักษรเท่านั้น ยังหมายถึงเรื่องของการทำคลิปวีดีโอ การทำแอนิเมชั่น หรือการถ่ายภาพประกอบที่ต้องมีเอกลักษณ์ด้วย

จะเห็นได้ว่า ในปี 2020 แนวการทำเว็บไซต์ SEO เป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับคนทำเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งแสดงถึงการแข่งขันในธุรกิจออนไลน์ที่สูงขึ้น ต้องมีมาตรฐานในการผลิตผลงานที่ดีและน่าสนใจยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้ที่อยู่ในธุรกิจของโลกออนไลน์ปรับตัวและนำไปพัฒนาให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืนต่อไป

แนวการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ในปี 2020

SEO ทั่วไป

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ keyword SEO

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ keyword SEO

การทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ มีผู้คนรู้จักและมียอดขายสินค้าที่มากขึ้น จำเป็นต้องรู้จักการเลือกใช้ keyword SEO ที่เหมาะสม ซึ่งกูรูการตลาดแนะนำว่าในเบื้องต้นสามารถหาได้จาก Google search ซึ่งจะมีคำขึ้นอัตโนมัติ ตรงกับการสืบค้นที่คนทั่วไปนิยม หรือดูที่ด้านล่างของหน้าจอจะมีคำว่า related to หมายถึงคำอื่นๆ ที่มีการสืบค้นเพิ่มเติมอีก ซึ่งก็มีนัยสำคัญทางสถิติที่สามารถนำมาใช้เพื่อการเขียนบทความ ทำหัวข้อ ออกแบบ meta-description ที่มีทำให้อันดับ SEO เพิ่มได้

นอกจากที่กล่าวมา การคิด keyword SEO ที่แหวกแนวจากแบบเดิม ๆ เพิ่มความดึงดูดใจผู้อ่าน ก็มีเทคนิคที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. คำที่หมายถึง ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

keyword ที่ตอบโจทย์ทั้งสี่คำถามนี้ นับว่าเป็นพื้นฐานสำหรับการเขียนบทความที่น่าสนใจ หากคุณต้องการสร้างบทความ SEO ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่คุณจำหน่าย เช่น เสื้อผ้าเกาหลี หากคุณยังไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอย่างไร ให้นึกถึงคำว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อสร้างบทความที่จูงใจได้ สำหรับสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าเกาหลีอาจจะทำบทความที่ว่า “แฟชั่นเสื้อผ้าเกาหลี..คนรุ่นใหม่อยากไปเที่ยวช่วงฤดูหนาว แต่งตัวอย่างไรดี 2019” เพียงเท่านี้ ก็จะได้แนวทางการเขียนบทความ และทำให้คุณจับประเด็นในการหาภาพประกอบที่เหมาะสม เพื่อจูงใจผู้อ่านให้มาสนใจบทความมากขึ้นได้

2. มองหาปัญหาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

หากคุณทำผลิตภัณฑ์เพื่อการบำรุงผิวหรือแก้ปัญหาสุขภาพเส้นผมแห้งเสีย ต้องมองว่าลูกค้าที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เป็นผู้ที่ประสบปัญหาใดบ้าง เช่น ปัญหาผิวพรรณ ได้แก่ ผิวหมองคล้ำ เป็นสิว ฝ้า ผิวแห้ง ผิวมัน หน้าเยิ้มมันง่ายเมื่อแต่งหน้า หรือปัญหาผมเสียจากปัญหาการเปลี่ยนสีผมบ่อย หนังศีรษะเป็นรังแค เส้นผมแห้งแตกปลายแต่หนังศีรษะมัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ คือวัตถุประสงค์ที่ลูกค้าจะหาบทความอ่านเพื่อที่จะเสริมความรู้ และมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ด้วย หากมีการแนะนำสินค้าต่อเนื่องจากการให้ความรู้ จะทำให้ยอดขายดีขึ้นได้มากทีเดียว

3. ใส่ใจทุกแพลตฟอร์ม

หลายคนมีทั้งเว็บไซต์ที่สืบค้นได้ผ่าน Google และเพจใน Facebook เพื่อการเข้าถึงลูกค้า โดยเฉพาะคนไทยที่นิยมใช้ Facebook เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ต้องอย่าลืมใส่ keyword SEO ลงไปในทั้ง 2 แหล่ง และสร้างลิงก์เชื่อมโยงกันซึ่งนับว่าเป็น off- Page SEO ที่เพิ่มอันดับในการสืบค้นของธุรกิจของคุณบนโลกออนไลน์ได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

เราหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้เห็นประโยชน์ของการเลือก keyword SEO ที่ดี ซึ่งการันตีได้ว่าหากทำอย่างต่อเนื่องและผลิตเนื้อหาบทความให้มีความทันสมัยอยู่เสมอแล้ว ก็จะทำให้สินค้าของคุณมียอดขายที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

การคิด keyword SEO ที่แหวกแนวจากแบบเดิม

SEO ทั่วไป, แนวทาง SEO อื่นๆ

การทำ SEO ให้เพจใน Facebook สำคัญอย่างไร

Facebook App On The Apple Iphone Display And Desktop Version Of

ผู้ที่เปิดเพจใน Facebook เพื่อขายสินค้าล้วนต้องการมียอดขายสูงขึ้นควบคู่กับเพิ่มแฟนเพจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแสดงถึงความมั่นคงทางธุรกิจและมีอำนาจในการแข่งขันกับแบรนด์อื่นๆ

การทำ SEO หรือ search engine optimization ให้ค้นหาชื่อ Facebook ให้ถูกเจอได้ง่ายขึ้นทั้งใน Facebook และบน Google ใน SERP หรือ search engine results page จะเป็นผลดีให้บรรลุความต้องการที่กล่าวมา ซึ่งผู้มีเพจใน Facebook ควรใส่ใจในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. การตั้งชื่อเพจใน Facebook

ควรจะใช้ keyword ที่เป็นคำสำคัญในการสืบค้นหลัก เช่นเดียวกับที่ใช้ใน Google เพื่อการสืบค้นเจอง่ายที่สุด โดยควรใส่ชื่อแบรนด์สินค้าหรือร้านค้าของคุณลงไปด้วย เพื่อสร้างความจดจำในระยะยาว เช่น เสื้อผ้ามือสอง+น้องเมย์ รองเท้ากีฬา+Nike+เชียงใหม่

ซึ่งมีการวิเคราะห์พบว่า ร้านค้าที่ใช้คำสำคัญที่ยาวและจำเพาะมากขึ้นหรือที่เรียกว่า long tail niche keyword จะทำให้มีสัดส่วนของการขายสินค้าได้มากกว่าการใช้คีย์เวิร์ดแบบสั้น

2. การใส่ข้อมูลต่างๆ ในช่องที่ Facebook ให้กรอก

ควรใส่ข้อมูลให้ครบถ้วนในช่อง About ที่ให้ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้าและสินค้าที่จำหน่าย เหมาะกับกลุ่มลูกค้าประเภทใด ตำแหน่งที่ตั้ง เช่น ชื่อถนน จังหวัด เวลาเปิดปิดทำการ ฯลฯ

ข้อมูลในช่อง About เทียบได้กับส่วน Meta Description ของการทำบทความในเว็บไซต์ออนไลน์ ที่ต้องมีการใส่ keyword SEO ลงไปด้วย จะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจ ถึงวัตถุประสงค์ในการเปิด Facebook ของคุณที่ชัดเจน และทำให้มีอันดับ SEO ในการสืบค้นที่ดีขึ้นตามมา

3. การอัปเดตข้อมูลใน Facebook อย่างเหมาะสม

ควรศึกษาช่วงเวลาที่มีคนใช้ Facebook มากที่สุดในแต่ละวัน โดยหาจากข้อมูลสถิติที่นักการตลาดมืออาชีพทำการวิเคราะห์ ว่ากลุ่มเป้าหมายของสินค้าคุณสืบค้นข้อมูลช่วงเวลาใดบ่อยที่สุด ก็ควรเน้นการโพสต์ประชาสัมพันธ์สินค้า ทั้งรูปภาพและบทความที่มีความยาวเหมาะสม 100-200 คำในช่วงเวลานั้น

การเลือกช่วงเวลาที่ดีและใส่ใจคุณภาพของสิ่งที่โพสต์เป็นประจำ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเพจ และช่วยเพิ่มค่าสถิติ เช่น ค่า reach engagement ต่างๆ ที่จะทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นตามไปด้วย

การทำ SEO ให้เพจใน Facebook สำคัญอย่างไร

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้แก่เพจใน Facebook เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา หากต้องการเพิ่มความเชื่อมั่นในร้านค้า เพิ่มจำนวนลูกค้าประจำและทำให้มียอดขายที่ดีตามมาอย่างต่อเนื่อง

หากคุณยังเป็นมือใหม่ในการเปิดเพจร้านค้าออนไลน์ สามารถหา Keyword SEO ที่จะใช้ได้ ผ่านทางการพิมพ์ในช่อง Google search ซึ่งจะปรากฏผลแบบอัตโนมัติให้คุณเลือกได้ หรือดูที่ด้านล่างของคำว่า Search related to ซึ่งจะมีตัวอย่างคำอัตโนมัติขึ้นมา นั่นคือ ผลลัพธ์จากการสืบค้นจริง ๆ ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ

เราหวังว่า บทความนี้จะทำให้ท่านที่เปิดเพจขายสินค้าใน Facebook เห็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการทำธุรกิจออนไลน์ต่อไป

SEO ทั่วไป

จะทำเว็บไซต์ SEO ควรรู้จัก Plugin อะไรบ้าง

การทำเว็บไซต์ SEO ตามระบบคัดกรองมาตรฐานเว็บไซต์ที่ Google กำหนด เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ต้องเรียนรู้ เพราะผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ด้วยระบบ algorithm ของ Google มีผลอย่างมากต่ออันดับการสืบค้น และการปรากฏในหน้าจอสืบค้นของ Google search ซึ่งจะช่วยให้เสริมประสิทธิภาพในการแข่งขันด้านธุรกิจกับเว็บไซต์อื่น ๆ

plugin เสริมการทำ SEO ที่ผู้ทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ควรรู้จักมีอยู่หลายชนิด ที่นักการตลาดออนไลน์แนะนำ เพื่อนำไปใช้พัฒนาเว็บไซต์และการทำ SEO ได้อย่างดียิ่งขึ้น ดังนี้

1. Thai Address Autocomplete for WooCommerce

เหมาะกับเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ทุกประเภท เพราะหลังจากที่ลูกค้าพิมพ์ข้อมูลที่อยู่ลงทะเบียนตัวตนหรือที่อยู่จัดส่ง ระบบ plugin จะแสดงคำขึ้นอัตโนมัติ เช่น แขวง เขต จังหวัด รหัสไปรษณีย์ จึงช่วยให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์กรอกข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว จึงเสริมความประทับใจในการใช้งานมากยิ่งขึ้น

2. SMS for WooCommerce

เรียกว่าเป็น plugin ที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการซื้อขายสินค้าออนไลน์อย่างมาก โดยระบบ plugin จะช่วยในการส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือทุกครั้ง ที่มีการสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินเรียบร้อย รวมถึงบอกสถานะในการจัดส่งสินค้า พร้อม tracking number หรือตัวเลขในการจัดส่งเพื่อให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบเส้นทางการส่งสินค้าได้ตลอดเวลา

3. Seed Social

นับว่าเป็น plugin ที่ช่วยในการส่งต่อข้อมูลประชาสัมพันธ์เว็บไซต์หรือลิงค์เชื่อมโยงไปยังสื่อโซเชียลที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใช้งาน เช่น Facebook Twitter และ LINE จึงเท่ากับประหยัดเวลาในการโพสต์ข้อมูลของเจ้าของเว็บไซต์ SEO และยังเพิ่ม Traffic หรือจำนวนการเข้าชมในเว็บไซต์ได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเพิ่มอันดับ SEO ด้วย

4. W3 Total Cache

เป็นระบบสำรองข้อมูล Cash ให้กับเว็บไซต์ ช่วยลดภาระในการทำงานของ server ลง โดยรวมจะทำให้เว็บไซต์ทำงานได้ดี ประหยัดทรัพยากรในระบบคอมพิวเตอร์ และทำให้ดาวน์โหลดข้อมูลด้วยความเร็วสูงขึ้น

5. Yoast SEO

เป็น plugin สำคัญที่ไม่ควรพลาด เพราะสามารถช่วยในการวิเคราะห์บทความ SEO การเลือก keyword ที่เหมาะสม ตลอดจนช่วยในการตั้งหัวเรื่อง (Title) และส่วนสรุปย่อ (Meta Description) ที่มีความเหมาะสม โดยระบบจะแสดงผลการวิเคราะห์เป็นแถบสีแดงเขียว และมีตัวอักษรแสดงรายละเอียดให้ทราบว่าควรพัฒนาที่ตำแหน่งใดบ้างที่จะทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้

6. iThemes Security

การป้องกันการโจรกรรมข้อมูลจาก bot หรือ malware เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่ง plugin ถูกออกแบบมาให้เว็บไซต์ SEO ของคุณปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งข้อมูลของสินค้า บริการ และข้อมูลของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งหากถูกโจรกรรมไปจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการแข่งขันทางการตลาดอย่างมาก

จะเห็นได้ว่า plugin ที่แนะนำข้างต้น เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์แก่การทำเว็บไซต์ SEO ทั้งด้านความปลอดภัยของข้อมูล ความเชื่อมั่นของลูกค้า ตลอดจนการใช้ทรัพยากรของเครื่องที่เหมาะสมยิ่งขึ้น หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำให้นักพัฒนาเว็บไซต์ SEO ดาวน์โหลดเพื่อใช้งานและเรียนรู้ต่อยอดในเชิงลึกกันต่อไป

plugin เสริมการทำ SEO ที่ผู้ทำเว็บไซต์รุ่นใหม่

SEO ทั่วไป

SEO คืออะไร จะวัดผลการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

SEO คืออะไร จะวัดผลการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

SEO เป็นหนึ่งในเทคนิคการตลาดที่ผู้เชี่ยวชาญในการทำธุรกิจออนไลน์แนะนำไว้ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มยอดขายและจำนวนลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แตกต่างจากการทำ SEM หรือ Search Engine Marketing ที่ต้องเสียค่าประมูลพื้นที่โฆษณาและจ่ายเงินแบบ PPC หรือ Pay Per Click ให้แก่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo หรือ Google

SEO หรือ Search Engine Organization คือ การออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย เข้ากับไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น มีการวางผังโครงสร้างที่เหมาะสมกับการใช้งานในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มีการแยกหมวดหมู่สินค้าออกจากโฆษณา ที่สำคัญ คือ ผลิตบทความที่มีคุณภาพเพื่อให้สาระและประโยชน์แก่ผู้อ่าน โดยมีการใช้ Keyword ที่เหมาะสมและอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัยที่สุด

ผู้ประกอบการทำธุรกิจออนไลน์ควรศึกษาขั้นตอนการทำ SEO อย่างละเอียดและควรทราบว่า โดยหลักการแล้ว การทำ SEO เป็นการสะสมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบ Algorithm AI อัจฉริยะของ Search Engine ประมวลผล และคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์เป็นระยะ จึงมักจะใช้เวลาในการเห็นผลการเปลี่ยนแปลง SEO ที่ 3 ถึง 6 เดือนขึ้นไป (ซึ่งขึ้นกับชนิดของธุรกิจด้วย เช่น การโรงแรม จะเห็นผลของ SEO ที่ 1 ปี ขึ้นไปหลังการทำ)

นอกจากการเห็นผลการเปลี่ยนแปลงด้านของยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากการทำ SEO และฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นแล้ว ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ยังสามารถเช็คการเปลี่ยนแปลงของลำดับการนำเสนอเว็บไซต์ที่ดีขึ้นได้ ด้วยวิธีที่กูรูการตลาดแนะนำไว้ 3 ช่องทาง ดังนี้

1. การใช้ Google Search Console

หลังจากการติดตั้ง Google Search Console และเชื่อมเข้ากับเว็บไซต์แล้ว ก็สามารถที่จะใส่ Keyword เพื่อตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ ซึ่งจะปรากฏผลเป็นค่า CTR หรือ Click Through Rate ที่หมายถึง จำนวนผู้ที่เห็นเว็บไซต์แล้วคลิกเข้ามาชม จากข้อมูลเหล่านี้ สามารถนำไปใช้เพื่อการปรับปรุงเว็บไซต์ในระยะยาวได้ด้วย

2. การเช็คผ่าน Application มือถือ

เพียง Download Application SEO SERP ลงในโทรศัพท์มือถือ กดติดตั้งแล้วใส่ Keyword ต่าง ๆ พร้อมกับ URL Address ที่ต้องการทดสอบลงไป จะปรากฏผลอันดับของเว็บไซต์ออกมาอย่างรวดเร็ว มีข้อดีคือสามารถเช็คได้ถึง 10 คีย์เวิร์ดในครั้งเดียว

3. การตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ Serplab.Co.Uk

เป็นแหล่งเช็ค SEO ที่สะดวก เพียงใส่ Keyword พร้อมกับ URLลิงก์ลงไปก็จะสามารถเช็คอันดับของเว็บไซต์ SEO ได้ง่าย ๆ โดยเช็คพร้อมกันได้ 5 คีย์เวิร์ด

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO มีประโยชน์หลากหลายด้าน และสามารถเช็คผลการเปลี่ยนแปลงได้จริง เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล ผู้ประกอบการที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ ควรศึกษาการทำและการวัดผล SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว

SEO เป็นหนึ่งในเทคนิคการตลาด

SEO ทั่วไป

วิธีเลือกบริษัททำเว็บไซต์ SEO ที่ไว้ใจได้

วิธีเลือกบริษัททำเว็บไซต์ SEO ที่ไว้ใจได้

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ เป็นช่องทางที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วในปี 2019 หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีเว็บไซต์ แต่มีผู้เข้าชมน้อยหรือยังไม่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย การเลือกบริษัทที่ช่วยในการทำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพ จะช่วยทำให้มียอดผู้ชมมากขึ้น สามารถขยายฐานลูกค้าและมียอดจำหน่ายที่ดียิ่งขึ้นตามมาได้

วิธีการเลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์ SEO ที่ไว้วางใจได้ มีดังนี้

1. ความน่าเชื่อถือ

หากคุณมีเพื่อนที่ทำกิจการเว็บไซต์ออนไลน์ แล้วประสบความสำเร็จจากการจ้างบริษัท SEO บริษัทใดอย่างต่อเนื่อง ขอให้คุณพิจารณาเลือกบริษัทเหล่านี้เป็นอันดับต้น ๆ เพราะมีโอกาสสูงที่จะได้รับความสำเร็จ และมีเปอร์เซ็นต์ถูกทิ้งงานต่ำ นอกจากนี้ ยังอาจได้ราคาในการจ้างงานแบบโปรโมชั่นพิเศษ เพราะเป็นการบอกต่อของลูกค้านั่นเอง

2. เปรียบเทียบข้อมูลหลายบริษัท

ปัจจุบันมีบริษัททำ SEO มากมาย ที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทั้งในกลุ่มของ Facebook และที่หาได้จากการสืบค้นด้วย Google search ซึ่งคุณควรพิจารณาค่าใช้จ่ายและประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อเปรียบเทียบว่าค่าใช้จ่ายในการจ้างงานบริษัทใดคุ้มค่ากว่ากัน

3. การการันตีผลลัพธ์

ควรระวังการการันตีผลลัพธ์ที่เกินความจริงในการทำ SEO โดยเฉพาะ 2 ประเด็นต่อไปนี้

สามารถทำให้อันดับในการสืบค้นเว็บไซต์คุณสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 2-3 อาทิตย์

การันตีว่าเมื่อพิมพ์หาด้วย keyword เช่น ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ จะแสดงผลเว็บไซต์ของคุณจะขึ้นเป็นอันดับ 1 แน่นอน

เพราะระบบ algorithm ของ Google มีความซับซ้อน ประเมินผลจากข้อมูลที่ประมวลลงในระบบคอมพิวเตอร์เป็นระยะ จึงใช้เวลาสะสมข้อมูลนาน 2-3 เดือนขึ้นไป และยังไม่สามารถการันตีผลลัพธ์ได้ว่าจะเป็นอันดับที่ 1 การการันตีผลลัพธ์ที่ดีเกินจริงในเวลารวดเร็ว เป็นสิ่งที่ต้องระวังไว้ให้มาก

4. สัญญาทางกฎหมาย

การจ้างงานทำ SEO โดยมากจะใช้ระยะเวลาเป็น 6 เดือนถึง 1 ปี ในการที่จะเห็นผล จึงมักมีการทำสัญญาระหว่างกัน ทั้งนี้ควรพิจารณาข้อมูลตามหลักกฎหมายให้ดี สิ่งที่ห้ามมองข้าม คือ กรณีที่บริษัททำ SEO ไม่สามารถที่จะทำผลงานให้ดีตามที่วางแผนไว้ได้ จะมีการจะรับผิดชอบอย่างไร หรือสามารถที่จะเปลี่ยนเป็นบริษัทอื่น โดยได้รับค่าทดแทนอย่างไรบ้างวิธีการเลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์ SEO ที่ไว้วางใจได้

เรียกได้ว่า การเลือกบริษัทรับทำ SEO ในปัจจุบัน นอกจากดูที่ราคาค่าใช้จ่ายที่ประหยัดต้นทุนทางธุรกิจของคุณแล้ว ยังต้องดูตัวอย่างผลงานที่ผ่านมา ที่สำคัญ คือ การรับรองผลลัพธ์ ต้องสัมพันธ์กับหลักการความเป็นจริงในการทำ SEO ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพที่แฝงตัวมา และยังทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่เสียโอกาสในการสร้างความเติบโตทางธุรกิจแข่งกับคู่แข่งรายอื่นด้วย

SEO ทั่วไป

ทำไมการทำ SEO ทำให้คุณเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ทำไมการทำ SEO ทำให้คุณเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ทั่วโลกตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ผู้ที่เพิ่งเข้ามาทำธุรกิจออนไลน์ใหม่จำนวนไม่น้อย อาจสงสัยว่าการทำ SEO เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แม้แต่บาทเดียว

เรามีข้อเท็จจริงที่ได้รวบรวมมาฝากกันไว้ที่นี่ ดังนี้

การทำ SEO ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO

1. On-Page SEO

หมายถึง การปรับปรุงในส่วนโครงสร้างพื้นฐานเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย เป็นมิตรกับการใช้งานบนมือถือ หรือที่เรียกว่า Mobile Friendly มีการใช้ Keyword SEO ที่ผ่านการวิจัยจาก Search Engine อย่าง Yahoo, Bing และ Google ตรงกับการสืบค้นของกลุ่มเป้าหมาย จะทำให้การเขียนบทความมีคุณภาพและสื่อสารตรงกับลูกค้าที่คุณต้องการมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำบทความ SEO เป็นภาษาต่างประเทศ เช่นภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ภาษาอังกฤษ ฯลฯ ล้วนแต่จะทำให้คุณเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายที่ใช้ภาษาต่างประเทศได้ โดยการเชื่อมโยงด้วยระบบอินเทอร์เน็ต ที่มีการสืบค้นจาก Keyword SEO ที่คุณใช้ในเพจ จึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์แต่อย่างใด

2. Off-Page SEO

หมายถึง การเชื่อมโยงเว็บไซต์ของคุณเข้าสู่เว็บไซต์ภายนอก ซึ่งอาจจะเป็นห้องแชทสนทนา เช่น Pantip หรือเว็บบอร์ดต่าง ๆ ที่มีชาวต่างชาติพูดคุยกัน

ตัวอย่างเช่น คุณขายผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น ก็ควรสมัครเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มสนทนาเกี่ยวกับสุขภาพ โดยเฉพาะผู้มีปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ หรือกลุ่มแม่และเด็ก กลุ่มผู้สูงอายุ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงของโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น (ซึ่งควรเป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่สนทนาภาษาต่างประเทศเป็นหลักด้วย) เมื่อคุณสามารถให้ข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น อธิบายถึงสรรพคุณในการช่วยลดปัญหาโรคภูมิแพ้ได้ ก็จะมีผู้สนใจสอบถามข้อมูลจากคุณเพิ่มขึ้น คุณก็สามารถให้ลิงก์เพื่อให้สมาชิกในห้องแชทเหล่านั้นเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ แล้วก็จะเกิดการขายสินค้าในเว็บไซต์ธุรกิจคุณตามมานั่นเอง (แนะนำให้คุณทำบทความ SEO เป็นภาษาต่างประเทศไว้รองรับการทำ Off-Page SEO เสมอ)

วิธีที่กล่าวมา เรียกว่าการทำ Backlink ซึ่งเป็นเทคนิคที่จะไม่ถูกโดนแบนจากกลุ่มสนทนาหรือห้องแชทใด ๆ และก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แสดงความจริงใจ และทำให้แบรนด์ของคุณเข้าสู่ความเป็นสากล หรือโกอินเตอร์ได้อย่างแน่นอน

การทำ SEO ตามหลักเกณฑ์ที่ Search Engine กำหนดใน 2 ส่วนที่กล่าวมา ไม่ได้ใช้เงินในการลงโฆษณาหรือต้องมีการเดินทางไปต่างประเทศแต่อย่างใด เพียงแต่มีการทำข้อมูลในเว็บไซต์ให้รองรับกลุ่มผู้ใช้งานในภาษาต่างประเทศได้ อัปเดตข้อมูลสม่ำเสมอ ควบคู่กับบริการที่ดี ก็จะทำให้ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มชาวต่างชาติได้อย่างแน่นอน

การทำ SEO ประกอบด้วย 2 ส่วน

SEO ทั่วไป

ทำไมจึงควรจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ทำ SEO ให้เว็บไซต์คุณ

การแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันมีคู่แข่งจำนวนมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจผันผวน การช่วงชิงจังหวะในการเพิ่มรายได้และขยายฐานลูกค้าให้มากที่สุดเป็นสิ่งสำคัญ หากอยากขายสินค้าบนโลกออนไลน์ให้ได้มาก จึงจำเป็นต้องจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ทำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพ เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้ได้อย่างรวดเร็ว

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะสามารถทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดให้แก่ Search Engine

ในการจ้างทำเว็บไซต์การทำ SEO นั้น นักธุรกิจที่เป็นเจ้าของแบรนด์ควรทราบว่าประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO เป็นการจัดการโครงสร้างของเว็บไซต์ ให้มีความสวยงามและดูเป็นมืออาชีพ มีการจัดหมวดหมู่ของสินค้าและบริการ เช่น การตอบคำถามข้อสงสัย เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคลิกใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทั้งบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ทั้งต้องมีการออกแบบโลโก้ ตัวอักษร ธีมสีประจำเว็บไซต์ เพื่อให้เกิดการจดจำได้ง่ายและติดตลาดอย่างรวดเร็วด้วย

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว การผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพโดยการใส่ Keyword หลักและรองที่ผ่านการวิจัยแล้วว่าสอดคล้องกับการค้นหาจริงใน Search Engine ก็มีความสำคัญ จะทำให้เพิ่มโอกาสในการสืบค้นได้มากขึ้น เนื่องจากระบบ AI อัจฉริยะจะวิเคราะห์และประมวลคุณภาพของบทความในแต่ละเพจ เพื่อนำมาสู่การจัดอันดับ SEO นั่นเอง

2. Off-Page SEO เป็นการสร้างลิงก์ เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณกับช่องทางการสื่อสารภายนอก ไม่ว่าจะในห้องแชทบนโลกโซเชียล ใน Facebook หรือ Pantip ที่คุณสามารถไปแสดงความคิดเห็นและโพสต์ลิงก์เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาหาข้อมูลจากเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณได้ เช่น คุณทำเว็บไซต์ขายรถยนต์มือสอง ควรสอนวิธีการดูรถมือสองไม่ให้ถูกหลอก จะทำให้ผู้ที่กำลังหาซื้อรถสนใจและเข้ามาสอบถามหรือใช้บริการจากเว็บไซต์คุณมากขึ้น ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า การทำ Backlink เป็นเทคนิคที่นิยมทั้งในไทยและต่างประเทศ จะช่วยให้ขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

การทำ SEO ทั้งสองส่วนที่กล่าวมา จะทำให้มีการเพิ่มจำนวนผู้ที่คลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์คุณ หรือเรียกว่าเพิ่มค่า CTR ร่วมกับการเพิ่ม Traffic ของผู้คนที่เข้ามาใช้บริการเว็บไซต์คุณ ก็จะทำให้มีอันดับ SEO ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามมา

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้ได้ผลเร็ว ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์อย่างสูง หากต้องการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจทั้งยอดขายและจำนวนลูกค้า ควรเลือกบริษัทที่มีคุณภาพในการทำ SEO ให้ได้ผลตามเป้าหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าแม้จะเป็นเว็บไซต์น้องใหม่ที่เพิ่งสร้างมาไม่นาน ก็สามารถติดตลาดแข่งกับเว็บไซต์ที่ก่อตั้งมานานได้

การจ้างทำเว็บไซต์การทำ SEO

SEO ทั่วไป

การทำ SEO แบบใดที่ล้าสมัยไปแล้ว

การทำ SEO แบบใดที่ล้าสมัยไปแล้ว

แฟชั่นยังมีการตกยุค SEO ย่อมต้องมีรูปแบบที่ล้าสมัย ยิ่งปัจจุบันการแข่งขันด้านนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น หลากหลายสินค้า และบริการจึงมีการคิดค้นการโปรโมทที่แตกต่าง ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมไปถึงเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด มาตรวจสอบดูว่า SEO ที่คุณกำลังทำอยู่ ล้าสมัยไปแล้วหรือยัง

1.การแลกลิงก์โดยเนื้อหาไม่เชื่อมโยงกัน

วิธีนี้กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว การสร้างพันธมิตรด้วยการมี Backlink เป็นสิ่งดี แต่เนื้อหาของคุณกับอีกเว็บไม่ต้องสอดคล้องกัน ป่วยการที่จะทำให้ผู้บริโภคคลิกลิงก์เข้ามาชมเว็บของคุณ เพราะสิ่งที่สนใจกับสิ่งที่คุณแนะนำมันเป็นคนละอย่างกันโดยสิ้นเชิง

2.การอัด Keyword แน่นเกินไป

การอัด Keyword แน่นจนไม่คำนึงถึงเนื้อหา อาจทำให้ SEO ของคุณติดอันดับในช่วงแรก แต่เชื่อหรือไม่ว่า นอกจากจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องมาพบเจอคำซ้ำซากในบทความของคุณแล้ว คุณยังเสี่ยงที่จะถูกแบนจาก Google ได้ทุกเวลา

3.เปิดดูในมือถือไม่ได้

นี่คือยุคแห่งสมาร์ทโฟน การติดตามข่าวสารสามารถทำได้เพียงกดสมาร์ทโฟน ฉะนั้นหากเว็บของคุณดูได้เฉพาะในคอมพิวเตอร์ก็คงทำให้เสียประโยชน์จากกลุ่มผู้บริโภคที่ดูผ่านโทรศัพท์

4.คอมเมนต์แล้วแทรกลิงก์

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเริ่มเข้ามามีอิทธิพลใหม่ ๆ วิธีการดังกล่าวเป็นที่นิยมอย่างมาก และทำได้ง่ายเพียงเข้าไปคอมเมนต์ใต้บทความอื่น ๆ แล้วแทรกลิงก์ของตนเองลงไปให้คนกดเข้ามาอ่านมาติดตาม ซึ่งบางทีสิ่งที่คอมเมนต์กับเนื้อหาในลิงก์เป็นคนละเรื่อง ปัจจุบันจึงมองว่าวิธีการแบบนี้เป็นแนวคิดที่ล้าสมัย และกลายเป็น สแปมที่น่ารำคาญ

5.ใช้ Keyword ซ้ำ

การใช้ Keyword ที่ซ้ำกับคนอื่น ยากที่จะทำให้เว็บของคุณถูกดันขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ แน่นอนว่าผู้ที่ใช้ Keyword เดียวกับคุณ และทำการโปรโมทก่อน ย่อมได้เปรียบ

6.การจ่ายเงินให้ติดอันดับ

เป็นทางลัดที่หลายคนนิยม แต่หากเนื้อหาในเว็บของคุณไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค อันดับของคุณก็จะค่อยๆลดลงไป หากคุณสร้างเว็บที่มีคุณภาพก็จะถูกจัดไว้ในอันดับต้น ๆ และไม่ต้องกลัวที่จะร่วงลงมา

7.ทำตามตำรา

ความเชื่อนี้ล้าสมัยไปแล้ว แน่นอนว่าคนที่ทำ SEO ย่อมต้องศึกษาตำรามาเช่นเดียวกับคุณ มีความเข้าใจแบบเดียวกัน รูปแบบที่ทำออกมาคงไม่ต่างกันนัก การลองผิดลองถูก ลองคิดแหวกแนวจากตำราต่างหากจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้แก่ตัวคุณเอง

หากคุณยังคงมีพฤติกรรมดังตัวอย่างข้างต้น คงยากที่จะทำให้การจัดอันดับของคุณถูกดันขึ้นมา ถ้าตอนนี้อันดับของคุณอยู่ในจุดที่พอใจแล้ว ก็อย่าหยุดนิ่งในการพัฒนา อย่าหยุดที่จะศึกษาหาความรู้ และควรเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง

มาตรวจสอบดูว่า SEO ที่คุณกำลังทำอยู่ ล้าสมัยไปแล้วหรือยัง