Browse Tag by Keyword
แนวทาง SEO อื่นๆ

SERPs คืออะไร ทำไมอยากขายดีต้องอ่าน

SERPs เป็นหน้าจอการแสดงผลรวมของ Google ที่มีประโยชน์สำหรับทุกคน ทั้งฝ่ายที่กำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ผ่าน Google และฝ่ายที่ทำอาชีพค้าขายออนไลน์ ที่เปิดเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์และรับคำสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ ด้วย SERPs จึงนับเป็นช่องทางหลักของการค้าขายยุคปัจจุบัน ที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้รู้จักกันอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดการซื้อขายได้ง่ายกว่าสมัยก่อน

มาทำความรู้จัก SERPs

SERPs ย่อมาจาก search engine result pages เป็นหน้าจอที่เกิดจากการค้นหาข้อมูลในช่อง search ของ Google จากผู้ใช้งานทั่วโลก ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ซึ่งผลที่จะปรากฏออกมาจะเป็นเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการทำบทความนำเสนอเกี่ยวกับสินค้านั้นไว้

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ใช้งาน Google ต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่เหมาะกับฤดูใบไม้ผลิในเกาหลี และหากเป็นไปได้ก็ต้องการซื้อเสื้อผ้าจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้และมีแบบให้เลือกได้ด้วย ถ้าคุณเปิดร้านเสื้อผ้าแฟชั่นและมีหน้าร้านออนไลน์อยู่ ก็ต้องทำบทความแนว SEO ตามหลัก search engine optimization ของ Google ที่ใช้ keyword ว่า เสื้อผ้า เกาหลี ฤดูใบไม้ผลิ พร้อมกับมีสินค้าที่น่าสนใจให้ลูกค้าได้คลิกชม

การทำตามหลักการของระบบ SEO ที่กล่าวมา จะทำให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลและนำไปประมวลผล เปรียบเทียบคุณภาพกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้คำสำคัญเดียวกันนี้

เว็บไซต์ที่ได้อันดับ SEO ดีที่สุด ก็จะถูกนำเสนอขึ้นอยู่บนหน้าจอของ SERPs ในลำดับที่ 1-10 อยู่ระยะหนึ่ง ขึ้นกับคุณภาพ ความนิยม และความตรงประเด็นของแต่ละเว็บไซต์ ซึ่งก็เท่ากับว่า การทำ SEO อย่างมีคุณภาพ โดยใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม จะเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการให้แก่เจ้าของธุรกิจได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ สิ่งที่ปรากฏบนอยู่หน้าจอ SERPs ก็คือ ชื่อของเว็บไซต์ URL address ชื่อของบทความ ที่มีการใส่ keyword ตามที่ผู้ใช้งาน Google สืบค้น และรายละเอียดโดยย่อของเนื้อหา หรือส่วน meta description ที่คนทำ บทความ SEO จะต้องเรียนรู้อย่างละเอียด หากใช้ CMS เป็น WordPress ก็มีเครื่องมือช่วยเหลือที่สำคัญ อย่าง Yoast SEO ช่วยให้สามารถตั้งค่าได้ง่ายและรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีอีกเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏอยู่บนหน้าจอ SERPs หน้าแรกได้ จนเพิ่มยอดขายได้อย่างมากคือการซื้อพื้นที่โฆษณา หรือที่เรียกว่าเทคนิค SEM ย่อมาจาก search engine marketing เป็นเทคนิคที่จะทำให้คุณประหยัดเวลาได้ แต่ต้องเสียเงินให้ Google ในการประมูลพื้นที่โฆษณา โดยต้องชนะการประมูลด้วย keyword นั้น ๆ ให้ได้ โดยจ่ายเป็นรายครั้งของการคลิกให้แก่ Google ด้วย ซึ่งมีข้อดีที่สามารถกำหนดเพดานของวงเงินได้ตามที่สะดวก รวมถึงช่วงเวลาที่ต้องการโฆษณา

การเข้าใจองค์ประกอบของ SERPs และเรียนรู้วิธีการทำ SEO และ SEM คู่กัน จะทำให้คุณสามารถเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการได้มากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

SERPs คืออะไร ทำไมอยากขายดีต้องอ่าน

SEO Keywords หมวดพนัน

แนวการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ในปี 2020

การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญว่าเว็บไซต์ SEO

เว็บไซต์ SEO หรือ search engine optimization เป็นระบบการคัดกรองคุณภาพเว็บไซต์ที่ช่วยให้ลูกค้าผู้ใช้งาน Google ได้พบกับเนื้อหาบทความ ตลอดจนการได้เลือกซื้อสินค้าและบริการที่น่าพึงพอใจ

ซึ่งในปี 2020 ที่จะมาถึง มีการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญว่าเว็บไซต์ SEO ที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้ จึงจะตรงกับความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น

1. คีย์เวิร์ดเฉพาะและยาว

คีย์เวิร์ดที่ลูกค้านิยมใช้ในการสืบค้นในระยะต่อไป จะมีลักษณะเป็นคำเฉพาะและมีความยาวมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Niche-Tail keyword เช่น “ครีมผิวขาวกระจ่างใส นำเข้า เกาหลี” “รองเท้ากีฬาวิ่งมาราธอน สตรี สีชมพู Nike” “เดรสสวย แนวแฟชั่น ฤดูร้อน นำเข้า USA” แทนที่จะเป็น keyword สั้น ๆ เช่น ครีมผิวขาว รองเท้าวิ่ง เดรสนำเข้า ฯลฯ ซึ่งการทำเนื้อหาก็ต้องทันสมัยและสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ดจึงจะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากขึ้นด้วย

2. Podcast

Podcast เป็นการอัดคลิปเสียงที่มีคุณภาพสูง อาจเป็นคนจัดรายการแบบเดี่ยว หรือเลือกทำเป็นการตอบโต้ระหว่างคนทำรายการหลายคน เพื่อให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์ทั้งด้านเนื้อหาสาระและความบันเทิง เช่น วิเคราะห์คุณภาพสินค้ากลุ่มไอทีหรือรถยนต์ที่ออกใหม่ แบบไม่ให้เครียด แต่มีข้อมูลที่ชัดเจนและวิเคราะห์ได้ตรงไปตรงมา โดยสามารถฟังในขณะที่ทำงานอื่นได้ เช่น ขับรถ ทำครัว วิ่งออกกำลังกาย ฯลฯ หากเว็บไซต์ใดทำสื่อลักษณะ podcast ประกอบด้วยก็จะได้รับความสนใจมากขึ้น

3. ใช้งานง่ายในโทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนรุ่นใหม่ รวมถึงผู้สูงวัยมากขึ้น ซึ่งหลายประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลและการสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ ไม่ได้ทำจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอีกต่อไป คนที่ต้องการให้ แบรนด์ขยายไปสู่ลูกค้าที่กว้างขวางขึ้นจึงต้องมีการปรับคุณภาพเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ดีในโทรศัพท์มือถือมากขึ้น และควรมี chatbot ที่ช่วยให้การตอบโต้กับลูกค้ารวดเร็วขึ้นให้ผู้ใช้งานประทับใจด้วย

4. เนื้อหาที่โดดเด่น

เนื้อหาหรือที่เรียกว่า Content SEO เป็นเหมือนหัวใจของเว็บไซต์ หากไม่สามารถผลิตให้มีความแตกต่างในมุมมองการเสนอและวิเคราะห์ ทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง ก็จะไม่สามารถทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้ ซึ่งการทำ Content ไม่ได้หมายความเป็นตัวอักษรเท่านั้น ยังหมายถึงเรื่องของการทำคลิปวีดีโอ การทำแอนิเมชั่น หรือการถ่ายภาพประกอบที่ต้องมีเอกลักษณ์ด้วย

จะเห็นได้ว่า ในปี 2020 แนวการทำเว็บไซต์ SEO เป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับคนทำเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งแสดงถึงการแข่งขันในธุรกิจออนไลน์ที่สูงขึ้น ต้องมีมาตรฐานในการผลิตผลงานที่ดีและน่าสนใจยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้ที่อยู่ในธุรกิจของโลกออนไลน์ปรับตัวและนำไปพัฒนาให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืนต่อไป

แนวการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ในปี 2020

SEO ทั่วไป

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ keyword SEO

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ keyword SEO

การทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ มีผู้คนรู้จักและมียอดขายสินค้าที่มากขึ้น จำเป็นต้องรู้จักการเลือกใช้ keyword SEO ที่เหมาะสม ซึ่งกูรูการตลาดแนะนำว่าในเบื้องต้นสามารถหาได้จาก Google search ซึ่งจะมีคำขึ้นอัตโนมัติ ตรงกับการสืบค้นที่คนทั่วไปนิยม หรือดูที่ด้านล่างของหน้าจอจะมีคำว่า related to หมายถึงคำอื่นๆ ที่มีการสืบค้นเพิ่มเติมอีก ซึ่งก็มีนัยสำคัญทางสถิติที่สามารถนำมาใช้เพื่อการเขียนบทความ ทำหัวข้อ ออกแบบ meta-description ที่มีทำให้อันดับ SEO เพิ่มได้

นอกจากที่กล่าวมา การคิด keyword SEO ที่แหวกแนวจากแบบเดิม ๆ เพิ่มความดึงดูดใจผู้อ่าน ก็มีเทคนิคที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. คำที่หมายถึง ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

keyword ที่ตอบโจทย์ทั้งสี่คำถามนี้ นับว่าเป็นพื้นฐานสำหรับการเขียนบทความที่น่าสนใจ หากคุณต้องการสร้างบทความ SEO ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่คุณจำหน่าย เช่น เสื้อผ้าเกาหลี หากคุณยังไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอย่างไร ให้นึกถึงคำว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อสร้างบทความที่จูงใจได้ สำหรับสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าเกาหลีอาจจะทำบทความที่ว่า “แฟชั่นเสื้อผ้าเกาหลี..คนรุ่นใหม่อยากไปเที่ยวช่วงฤดูหนาว แต่งตัวอย่างไรดี 2019” เพียงเท่านี้ ก็จะได้แนวทางการเขียนบทความ และทำให้คุณจับประเด็นในการหาภาพประกอบที่เหมาะสม เพื่อจูงใจผู้อ่านให้มาสนใจบทความมากขึ้นได้

2. มองหาปัญหาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

หากคุณทำผลิตภัณฑ์เพื่อการบำรุงผิวหรือแก้ปัญหาสุขภาพเส้นผมแห้งเสีย ต้องมองว่าลูกค้าที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เป็นผู้ที่ประสบปัญหาใดบ้าง เช่น ปัญหาผิวพรรณ ได้แก่ ผิวหมองคล้ำ เป็นสิว ฝ้า ผิวแห้ง ผิวมัน หน้าเยิ้มมันง่ายเมื่อแต่งหน้า หรือปัญหาผมเสียจากปัญหาการเปลี่ยนสีผมบ่อย หนังศีรษะเป็นรังแค เส้นผมแห้งแตกปลายแต่หนังศีรษะมัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ คือวัตถุประสงค์ที่ลูกค้าจะหาบทความอ่านเพื่อที่จะเสริมความรู้ และมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ด้วย หากมีการแนะนำสินค้าต่อเนื่องจากการให้ความรู้ จะทำให้ยอดขายดีขึ้นได้มากทีเดียว

3. ใส่ใจทุกแพลตฟอร์ม

หลายคนมีทั้งเว็บไซต์ที่สืบค้นได้ผ่าน Google และเพจใน Facebook เพื่อการเข้าถึงลูกค้า โดยเฉพาะคนไทยที่นิยมใช้ Facebook เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ต้องอย่าลืมใส่ keyword SEO ลงไปในทั้ง 2 แหล่ง และสร้างลิงก์เชื่อมโยงกันซึ่งนับว่าเป็น off- Page SEO ที่เพิ่มอันดับในการสืบค้นของธุรกิจของคุณบนโลกออนไลน์ได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

เราหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้เห็นประโยชน์ของการเลือก keyword SEO ที่ดี ซึ่งการันตีได้ว่าหากทำอย่างต่อเนื่องและผลิตเนื้อหาบทความให้มีความทันสมัยอยู่เสมอแล้ว ก็จะทำให้สินค้าของคุณมียอดขายที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

การคิด keyword SEO ที่แหวกแนวจากแบบเดิม

SEO ทั่วไป, แนวทาง SEO อื่นๆ

การทำ SEO ให้เพจใน Facebook สำคัญอย่างไร

Facebook App On The Apple Iphone Display And Desktop Version Of

ผู้ที่เปิดเพจใน Facebook เพื่อขายสินค้าล้วนต้องการมียอดขายสูงขึ้นควบคู่กับเพิ่มแฟนเพจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแสดงถึงความมั่นคงทางธุรกิจและมีอำนาจในการแข่งขันกับแบรนด์อื่นๆ

การทำ SEO หรือ search engine optimization ให้ค้นหาชื่อ Facebook ให้ถูกเจอได้ง่ายขึ้นทั้งใน Facebook และบน Google ใน SERP หรือ search engine results page จะเป็นผลดีให้บรรลุความต้องการที่กล่าวมา ซึ่งผู้มีเพจใน Facebook ควรใส่ใจในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. การตั้งชื่อเพจใน Facebook

ควรจะใช้ keyword ที่เป็นคำสำคัญในการสืบค้นหลัก เช่นเดียวกับที่ใช้ใน Google เพื่อการสืบค้นเจอง่ายที่สุด โดยควรใส่ชื่อแบรนด์สินค้าหรือร้านค้าของคุณลงไปด้วย เพื่อสร้างความจดจำในระยะยาว เช่น เสื้อผ้ามือสอง+น้องเมย์ รองเท้ากีฬา+Nike+เชียงใหม่

ซึ่งมีการวิเคราะห์พบว่า ร้านค้าที่ใช้คำสำคัญที่ยาวและจำเพาะมากขึ้นหรือที่เรียกว่า long tail niche keyword จะทำให้มีสัดส่วนของการขายสินค้าได้มากกว่าการใช้คีย์เวิร์ดแบบสั้น

2. การใส่ข้อมูลต่างๆ ในช่องที่ Facebook ให้กรอก

ควรใส่ข้อมูลให้ครบถ้วนในช่อง About ที่ให้ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้าและสินค้าที่จำหน่าย เหมาะกับกลุ่มลูกค้าประเภทใด ตำแหน่งที่ตั้ง เช่น ชื่อถนน จังหวัด เวลาเปิดปิดทำการ ฯลฯ

ข้อมูลในช่อง About เทียบได้กับส่วน Meta Description ของการทำบทความในเว็บไซต์ออนไลน์ ที่ต้องมีการใส่ keyword SEO ลงไปด้วย จะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจ ถึงวัตถุประสงค์ในการเปิด Facebook ของคุณที่ชัดเจน และทำให้มีอันดับ SEO ในการสืบค้นที่ดีขึ้นตามมา

3. การอัปเดตข้อมูลใน Facebook อย่างเหมาะสม

ควรศึกษาช่วงเวลาที่มีคนใช้ Facebook มากที่สุดในแต่ละวัน โดยหาจากข้อมูลสถิติที่นักการตลาดมืออาชีพทำการวิเคราะห์ ว่ากลุ่มเป้าหมายของสินค้าคุณสืบค้นข้อมูลช่วงเวลาใดบ่อยที่สุด ก็ควรเน้นการโพสต์ประชาสัมพันธ์สินค้า ทั้งรูปภาพและบทความที่มีความยาวเหมาะสม 100-200 คำในช่วงเวลานั้น

การเลือกช่วงเวลาที่ดีและใส่ใจคุณภาพของสิ่งที่โพสต์เป็นประจำ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเพจ และช่วยเพิ่มค่าสถิติ เช่น ค่า reach engagement ต่างๆ ที่จะทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นตามไปด้วย

การทำ SEO ให้เพจใน Facebook สำคัญอย่างไร

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้แก่เพจใน Facebook เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา หากต้องการเพิ่มความเชื่อมั่นในร้านค้า เพิ่มจำนวนลูกค้าประจำและทำให้มียอดขายที่ดีตามมาอย่างต่อเนื่อง

หากคุณยังเป็นมือใหม่ในการเปิดเพจร้านค้าออนไลน์ สามารถหา Keyword SEO ที่จะใช้ได้ ผ่านทางการพิมพ์ในช่อง Google search ซึ่งจะปรากฏผลแบบอัตโนมัติให้คุณเลือกได้ หรือดูที่ด้านล่างของคำว่า Search related to ซึ่งจะมีตัวอย่างคำอัตโนมัติขึ้นมา นั่นคือ ผลลัพธ์จากการสืบค้นจริง ๆ ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ

เราหวังว่า บทความนี้จะทำให้ท่านที่เปิดเพจขายสินค้าใน Facebook เห็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการทำธุรกิจออนไลน์ต่อไป

SEO ทั่วไป

SEO คืออะไร จะวัดผลการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

SEO คืออะไร จะวัดผลการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

SEO เป็นหนึ่งในเทคนิคการตลาดที่ผู้เชี่ยวชาญในการทำธุรกิจออนไลน์แนะนำไว้ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มยอดขายและจำนวนลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แตกต่างจากการทำ SEM หรือ Search Engine Marketing ที่ต้องเสียค่าประมูลพื้นที่โฆษณาและจ่ายเงินแบบ PPC หรือ Pay Per Click ให้แก่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo หรือ Google

SEO หรือ Search Engine Organization คือ การออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย เข้ากับไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น มีการวางผังโครงสร้างที่เหมาะสมกับการใช้งานในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มีการแยกหมวดหมู่สินค้าออกจากโฆษณา ที่สำคัญ คือ ผลิตบทความที่มีคุณภาพเพื่อให้สาระและประโยชน์แก่ผู้อ่าน โดยมีการใช้ Keyword ที่เหมาะสมและอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัยที่สุด

ผู้ประกอบการทำธุรกิจออนไลน์ควรศึกษาขั้นตอนการทำ SEO อย่างละเอียดและควรทราบว่า โดยหลักการแล้ว การทำ SEO เป็นการสะสมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบ Algorithm AI อัจฉริยะของ Search Engine ประมวลผล และคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์เป็นระยะ จึงมักจะใช้เวลาในการเห็นผลการเปลี่ยนแปลง SEO ที่ 3 ถึง 6 เดือนขึ้นไป (ซึ่งขึ้นกับชนิดของธุรกิจด้วย เช่น การโรงแรม จะเห็นผลของ SEO ที่ 1 ปี ขึ้นไปหลังการทำ)

นอกจากการเห็นผลการเปลี่ยนแปลงด้านของยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากการทำ SEO และฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นแล้ว ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ยังสามารถเช็คการเปลี่ยนแปลงของลำดับการนำเสนอเว็บไซต์ที่ดีขึ้นได้ ด้วยวิธีที่กูรูการตลาดแนะนำไว้ 3 ช่องทาง ดังนี้

1. การใช้ Google Search Console

หลังจากการติดตั้ง Google Search Console และเชื่อมเข้ากับเว็บไซต์แล้ว ก็สามารถที่จะใส่ Keyword เพื่อตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ ซึ่งจะปรากฏผลเป็นค่า CTR หรือ Click Through Rate ที่หมายถึง จำนวนผู้ที่เห็นเว็บไซต์แล้วคลิกเข้ามาชม จากข้อมูลเหล่านี้ สามารถนำไปใช้เพื่อการปรับปรุงเว็บไซต์ในระยะยาวได้ด้วย

2. การเช็คผ่าน Application มือถือ

เพียง Download Application SEO SERP ลงในโทรศัพท์มือถือ กดติดตั้งแล้วใส่ Keyword ต่าง ๆ พร้อมกับ URL Address ที่ต้องการทดสอบลงไป จะปรากฏผลอันดับของเว็บไซต์ออกมาอย่างรวดเร็ว มีข้อดีคือสามารถเช็คได้ถึง 10 คีย์เวิร์ดในครั้งเดียว

3. การตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ Serplab.Co.Uk

เป็นแหล่งเช็ค SEO ที่สะดวก เพียงใส่ Keyword พร้อมกับ URLลิงก์ลงไปก็จะสามารถเช็คอันดับของเว็บไซต์ SEO ได้ง่าย ๆ โดยเช็คพร้อมกันได้ 5 คีย์เวิร์ด

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO มีประโยชน์หลากหลายด้าน และสามารถเช็คผลการเปลี่ยนแปลงได้จริง เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล ผู้ประกอบการที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ ควรศึกษาการทำและการวัดผล SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว

SEO เป็นหนึ่งในเทคนิคการตลาด

SEO ทั่วไป

การทำ SEO แบบใดที่ล้าสมัยไปแล้ว

การทำ SEO แบบใดที่ล้าสมัยไปแล้ว

แฟชั่นยังมีการตกยุค SEO ย่อมต้องมีรูปแบบที่ล้าสมัย ยิ่งปัจจุบันการแข่งขันด้านนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น หลากหลายสินค้า และบริการจึงมีการคิดค้นการโปรโมทที่แตกต่าง ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมไปถึงเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด มาตรวจสอบดูว่า SEO ที่คุณกำลังทำอยู่ ล้าสมัยไปแล้วหรือยัง

1.การแลกลิงก์โดยเนื้อหาไม่เชื่อมโยงกัน

วิธีนี้กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว การสร้างพันธมิตรด้วยการมี Backlink เป็นสิ่งดี แต่เนื้อหาของคุณกับอีกเว็บไม่ต้องสอดคล้องกัน ป่วยการที่จะทำให้ผู้บริโภคคลิกลิงก์เข้ามาชมเว็บของคุณ เพราะสิ่งที่สนใจกับสิ่งที่คุณแนะนำมันเป็นคนละอย่างกันโดยสิ้นเชิง

2.การอัด Keyword แน่นเกินไป

การอัด Keyword แน่นจนไม่คำนึงถึงเนื้อหา อาจทำให้ SEO ของคุณติดอันดับในช่วงแรก แต่เชื่อหรือไม่ว่า นอกจากจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องมาพบเจอคำซ้ำซากในบทความของคุณแล้ว คุณยังเสี่ยงที่จะถูกแบนจาก Google ได้ทุกเวลา

3.เปิดดูในมือถือไม่ได้

นี่คือยุคแห่งสมาร์ทโฟน การติดตามข่าวสารสามารถทำได้เพียงกดสมาร์ทโฟน ฉะนั้นหากเว็บของคุณดูได้เฉพาะในคอมพิวเตอร์ก็คงทำให้เสียประโยชน์จากกลุ่มผู้บริโภคที่ดูผ่านโทรศัพท์

4.คอมเมนต์แล้วแทรกลิงก์

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเริ่มเข้ามามีอิทธิพลใหม่ ๆ วิธีการดังกล่าวเป็นที่นิยมอย่างมาก และทำได้ง่ายเพียงเข้าไปคอมเมนต์ใต้บทความอื่น ๆ แล้วแทรกลิงก์ของตนเองลงไปให้คนกดเข้ามาอ่านมาติดตาม ซึ่งบางทีสิ่งที่คอมเมนต์กับเนื้อหาในลิงก์เป็นคนละเรื่อง ปัจจุบันจึงมองว่าวิธีการแบบนี้เป็นแนวคิดที่ล้าสมัย และกลายเป็น สแปมที่น่ารำคาญ

5.ใช้ Keyword ซ้ำ

การใช้ Keyword ที่ซ้ำกับคนอื่น ยากที่จะทำให้เว็บของคุณถูกดันขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ แน่นอนว่าผู้ที่ใช้ Keyword เดียวกับคุณ และทำการโปรโมทก่อน ย่อมได้เปรียบ

6.การจ่ายเงินให้ติดอันดับ

เป็นทางลัดที่หลายคนนิยม แต่หากเนื้อหาในเว็บของคุณไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค อันดับของคุณก็จะค่อยๆลดลงไป หากคุณสร้างเว็บที่มีคุณภาพก็จะถูกจัดไว้ในอันดับต้น ๆ และไม่ต้องกลัวที่จะร่วงลงมา

7.ทำตามตำรา

ความเชื่อนี้ล้าสมัยไปแล้ว แน่นอนว่าคนที่ทำ SEO ย่อมต้องศึกษาตำรามาเช่นเดียวกับคุณ มีความเข้าใจแบบเดียวกัน รูปแบบที่ทำออกมาคงไม่ต่างกันนัก การลองผิดลองถูก ลองคิดแหวกแนวจากตำราต่างหากจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้แก่ตัวคุณเอง

หากคุณยังคงมีพฤติกรรมดังตัวอย่างข้างต้น คงยากที่จะทำให้การจัดอันดับของคุณถูกดันขึ้นมา ถ้าตอนนี้อันดับของคุณอยู่ในจุดที่พอใจแล้ว ก็อย่าหยุดนิ่งในการพัฒนา อย่าหยุดที่จะศึกษาหาความรู้ และควรเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง

มาตรวจสอบดูว่า SEO ที่คุณกำลังทำอยู่ ล้าสมัยไปแล้วหรือยัง

SEO ทั่วไป

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ SEO ที่นักธุรกิจออนไลน์รุ่นใหม่ควรทราบ

การตลาดออนไลน์ด้วยวิธีการแบบ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นคำที่นักธุรกิจยุคใหม่ได้ยินมากขึ้น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าและบริการออนไลน์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสูงมากในช่วงหลายปีมานี้

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับ SEO มาฝากกันเพื่อให้ทุกท่านได้พิจารณานำไปใช้กับธุรกิจออนไลน์ได้อย่างดียิ่งขึ้น ดังนี้

1. การทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาในการสะสมข้อมูล ไม่สามารถทำแล้วเห็นผลอันดับที่ดีขึ้นได้ในทันที เนื่องจากการอันดับเว็บไซต์ในหน้าต่างการสืบค้น เมื่อมีการพิมพ์ด้วย Keyword ใด ๆ นั้น จะมีการวิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะหรือ AI ของ Search Engine ไม่ว่าจะเป็น Yahoo, Bing, Google ทำให้เว็บไซต์ที่มีบทความคุณภาพสูง มีการอัพเดทข้อมูลที่ทันสมัยตลอดเวลา มีสื่อมัลติมีเดียที่ดึงดูดความสนใจจากผู้ชม ฯลฯ จะได้รับการจัดอันดับที่สูงกว่าเว็บไซต์ที่ขาดความสม่ำเสมอในการอัปเดตเนื้อหาและสื่อต่าง ๆ

2. เว็บไซต์ที่ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายทั้งผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ย่อมเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากกว่าเว็บไซต์ที่ใช้งานได้กับเฉพาะคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะอย่างเดียว เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้ใช้งานเว็บไซต์ จะพกพาโทรศัพท์มือถือ Smartphone ติดตัวเพื่อหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ มากกว่าการนั่งใช้คอมพิวเตอร์อยู่กับที่

3. การทำ SEO ไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ทาง Search Engine จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เว็บไซต์ที่มีต้นทุนน้อย หรือเว็บไซต์ที่เป็นน้องใหม่ทางธุรกิจ ได้มีโอกาสประชาสัมพันธ์และมีอำนาจในการแข่งขันกับเว็บไซต์แบรนด์อื่นที่ทำมาก่อน

4. การทำ SEO เป็นการปรับภาพลักษณ์ให้แก่แบรนด์หรือเว็บไซต์ที่มีการเปิดมานานได้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ โดยควรเลือกทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่และมีความคิดสร้างสรรค์สูงในการที่จะปรับโฉมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความทันสมัย เช่น มีธีมของสีในการนำเสนอที่โดดเด่น แต่ดูสวยงามสบายตา มีการถ่ายทำคลิปวีดีโอที่มีเอกลักษณ์จากตัวพรีเซนเตอร์และเทคนิคการถ่ายนำ มีการผลิตเนื้อหาที่มีความน่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยสไตล์การเขียน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะทำให้มีผลการจัดอันดับของเว็บไซต์ที่สูงขึ้น ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย มีคนรุ่นใหม่ติดตามมากขึ้น และส่งผลต่อรายได้ทางธุรกิจที่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ SEO ที่นักธุรกิจออนไลน์รุ่นใหม่ควรทราบ

จะเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงของการทำ SEO ที่กล่าวมาเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทราบสำหรับการทำธุรกิจออนไลน์ เพื่อการวางแผนและคาดหวังผลลัพธ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมในระยะยาว เราหวังว่าบทความนี้ จะทำให้ทุกท่านเกิดแรงบันดาลใจเรียนรู้การตลาดออนไลน์รูปแบบใหม่ ๆ เพื่อปรับใช้กับธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

แนวทาง SEO อื่นๆ

เปรียบเทียบบทความที่ทำ SEO และไม่ได้ทำ แตกต่างกันอย่างไร ?

เปรียบเทียบบทความที่ทำ SEO และไม่ได้ทำ แตกต่างกันอย่างไร

หากคุณคิดที่จะขายสินค้าหรือบริการสักอย่างหนึ่ง การโฆษณาถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ที่จะทำให้สินค้าหรือบริการนั้นขายได้ โดยการโฆษณาที่เป็นที่นิยมในโลกออนไลน์ก็คือการทำ SEO เพื่อให้มีคน Search หาเจอได้ง่ายรวมกับเนื้อหาที่น่าสนใจประกอบกับรูปภาพทำให้น่าอ่านมากขึ้น ซึ่งการทำ SEO นี้ จะทำให้บทความนั้นๆ ถูกดันขึ้นให้ไปอยู่ในหน้าแรกๆของ Search Engine ดังๆอย่าง GOOGLE ได้ และคำตอบต่อมาคือ แล้วถ้าเราไม่ทำ SEO ล่ะ เราจะขายสินค้าได้หรือไม่ ? เพียงแค่ลงขายของอย่างเดียวได้หรือไม่ ? เรามาหาคำตอบในบทความนี้กัน

ข้อแตกต่างระหว่างบทความที่ทำ SEO และไม่ได้ทำ

เพิ่มโอกาสที่คนจะเห็นมากขึ้น การทำ SEO จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะทำให้มีคนเห็น Content นั้นๆมากขึ้น โดยจะสามารถค้นหาได้ง่ายจากการใส่ Keyword ที่มีการค้นหามากที่สุดลงไป ถือเป็นการโฆษณาง่ายๆ แต่ได้ผลที่ดีวิธีหนึ่ง แต่สำหรับบทความที่ไม่ได้ทำ SEO การค้นหาให้เจอเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีคำ Keyword ที่มีการค้นหา เนื่องจากการเขียนบทความทั่วไปก็จะเขียนโดยยึดสิ่งที่เราจะเขียนเป็นหลัก ไม่ได้ยึดจากสิ่งที่คนอื่นต้องการจะเห็น

ทำการตลาดได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย หากเราทำ SEO โดยการเพิ่ม Keyword ลงไปในบทความนั้นๆ จะทำให้การ Search หาเป็นเรื่องง่าย กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการก็จะหาเจอ ทำให้เรานำเสนอสินค้าหรือบริการได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่เราวางไว้ และยังทำให้ Website ของเรามีคนเห็นคนรู้จักมากยิ่งขึ้นด้วย แต่ถ้าไม่ทำ SEO เมื่อกลุ่มเป้าหมาย Search หาสินค้าหรือบริการต่างๆ ก็อาจจะไม่เจอบทความของเราเลยก็ได้

ขยายฐานลูกค้าได้ การทำ SEO เป็นตัวช่วยในการเพิ่มฐานลูกค้าหน้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าเก่าๆ ให้คงอยู่อย่างเหนียวแน่น ด้วย Content ดีๆ ทำให้ลูกค้าหรือผู้อ่านจะติดตาม Website ของเรา เพราะ Content เหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่อลูกค้านั่นเอง

ได้เปรียบคู่แข่งทางธุรกิจ สืบเนื่องจากข้อที่แล้ว หากเรามีการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราได้เปรียบคู่แข่ง ไม่ใช่เพียงแต่ในประเทศไทยท่านั้น หากมีความรู้ทางด้านภาษาด้วยแล้ว การจะทำให้คนทั่วโลกได้เห็นสินค้าหรือบริการของเราก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ข้อแตกต่างระหว่างบทความที่ทำ SEO และไม่ได้ทำ

ลงทุนน้อย ได้ผลมาก การทำบทความ SEO ลงทุนน้อยมากเมื่อเทียบกับการโฆษณาอื่น แต่ได้ผลตอบแทนอย่างมหาศาล เพราะหากเราสามารถสร้าง Content ดีๆ ให้คนติดตามมากๆ และขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Search Engine ดังๆ อย่าง GOOGLE ได้แล้ว จะทำให้มีคนเห็นเยอะมาก โดยที่เราไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเลย

ดังนั้นหากเราต้องการที่จะทำการตลาดออนไลน์ SEO ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเราจะสามารถเจาะตลาดได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้เปรียบกว่าการตลาดแบบไม่ทำ SEO มาก เพราะแบบไม่ทำ SEO นี้กลุ่มเป้าหมายจะไม่เห็นในสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอ หรือเห็นในจำนวนน้อย

แนวทาง SEO อื่นๆ

SEO แบบ On-Page ตัวช่วยสร้างอันดับเว็บไซต์

On Page SEO

การทำ SEOแบบ On-Page หลักสำคัญที่ต้องเรียนรู้นั่นก็คือ เนื้อหาของเว็บไซต์ที่ลงไป จะต้องทำแบบมีความรู้และมีหลักการ เพราะส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญต่อการทำอันดับใน Search engine โดยเนื้อหาหลักที่ต้องเข้าใจเป็นพิเศษ มีดังนี้

1. Keyword

การคิดคีย์เวิร์ด ถือเป็นจุดสำคัญของการทำ SEO การเลือก Keyword ที่มีคุณภาพ ทำให้เว็บไซต์น่าสนใจ น่าค้นหา และสามารถนำคนเข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้ง่าย ในการเลือกคีย์เวิร์ดมีตัวช่วยในเครื่องมือของ Google อยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องนำมาคิดเพิ่มว่า เราจะเสริมคีย์เวิร์ดเหล่านั้นให้มีคุณภาพและน่าสนใจได้อย่างไร โดยมองในรูปแบบของคนที่เข้ามาค้นหาข้อมูล ส่วนมากจะมาในรูปแบบคำถาม ต้องการความรู้ เราก็นำมาปรับให้เข้ากับคีย์เวิร์ดเว็บของเราเช่น คีย์เวิร์ดที่เราต้องการคือ ขายของเล่น เราก็อาจจะปรับแต่งเป็น ของเล่นสุดฮิตในปี 2017 เพื่อให้คนสนใจเข้าชมเว็บ และได้เห็นสินค้าในเว็บไปในตัวด้วย

2. มองจุดสำคัญของเว็บให้ขาด

จุดสำคัญในการทำ SEO ของเว็บ ที่ Google สนใจ มีอยู่ 5 จุดสำคัญ ดังนี้
– Title ควรตั้งให้ดูน่าสนใจ น่าค้นหา และทำให้คนอยากอ่านต่อไปถึงเนื้อหา
– URL ชื่อลิงค์ของบทความ ควรตั้งให้เข้ากันกับเว็บ ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ในลิงค์ เพราะ Google จะสามารถเก็บค่าจาก URL ได้
– Description ช่วยให้คนเข้าใจตัวบทความของเว็บมากขึ้น ต้องมีความกระชับ แต่เนื้อหาต้องครบ
– Heading ของบทความ ควรมีการทำตัวหนาบ้าง เพื่อเน้นคำ และสร้างมิติให้บทความ ซึ่ง Google เอง ก็มองว่าส่วนของหัวข้อ คือตัวหลักของบทความ และเก็บนำไปเป็นข้อมูลในการจัดอันดับเว็บด้วย
– ชื่อภาพ เป็นอีกจุดที่นักออกแบบเว็บไม่ค่อยสนใจ แต่หากมองในมุม Bot ของ Google แล้ว ค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมโยงกัน การตั้งชื่อภาพ และใส่รายละเอียดโค้ดตรง Alt ช่วยให้Google มองเห็นชื่อภาพเป็นสิ่งที่นำไปทำอันดับได้

3. ไม่ควรใส่คีย์เวิร์ดมากไป

แม้การใส่คีย์เวิร์ด จะสำคัญต่อการทำ SEO แต่การหว่านคีย์เวิร์ดมากไปในบทความ ทำให้ Google มองว่าเราตั้งใจมากเกินไป บางครั้งอาจทำให้มองได้ว่าบทความของเราจัดอยู่ในกลุ่มสแปม อาจทำให้ถูกแบนจากระบบได้ การใส่คีย์เวิร์ดจึงควรกระจายให้ทั่วทั้งบทความ และมีจำนวนไม่มากเกินไป เช่น บทความ 100 คำ ควรมีคีย์เวิร์ดประมาณ 2 คำก็เพียงพอ

การทำ SEO แบบ On-page ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่ยาก แต่จะต้องมีความรอบคอบในการทำ และใส่ใจกับการเขียน เพราะการทำ SEO แบบนี้ ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญมากในการทำอันดับ และสามารถวัดผลได้เลยว่า SEO ที่คุณทำมีคุณภาพหรือไม่ นักทำ SEO ทั้งมือเก่าและมือใหม่ ไม่ควรมองข้าม